นายสมศักดิ์ ยังอ่านจดหมายลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาอนุกรรมการฯของนายสุพจน์ ว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.63 นายสุพจน์ เขียนจดหมายถึง รมว.ยุติธรรม ขอลาออกจากคณะที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ โดยระบุว่า "ตามที่คณะกรรมาราชทัณฑ์ได้มีคำสั่ง 1/2563 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเรื่องศึกษาแนวทางการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ลงวันที่ 18 มิ.ย. 2563 แต่งตั้งผมเป็นคณะที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว ตามรายละเอียดที่แจ้งแล้วนั้น
เมื่อได้รับการทาบทามจากกระทรวงยุติธรรม ผมเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจที่มีต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ มาถ่ายทอดให้โครงการนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม และประเทศชาติ ผมจึงได้ตอบรับที่จะเข้าร่วม
แต่ต่อมาผมได้รับทราบจากสื่อต่างๆ ว่ามีกระแสความไม่เห็นด้วยและเห็นว่า การที่ผมรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ ชุดนี้ไม่มีความเหมาะสม
ผมได้พิจารราแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการยุติความขัดแย้งในสังคมและให้อนุกรกรมการฯ สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศได้ทันที ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมการฯ โดยมีผลทันทีจากวันที่ 22 มิ.ย.63"
เช่นเดียวกับ นายชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ ได้ทำหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่า มีภารกิจบางประการที่รับผิดชอบและจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน อาจจะมีผลกระทบทำให้การทุ่มเทเวลาที่จะช่วยงานไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามเจตนารมย์
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า มีบางส่วนที่ต้องเรียนว่า สื่อบางคนที่มีบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเขา มันอาจจะเป็นการเมืองอยู่เบื้องหลังสื่อ สะท้อนภาพแตกต่างไปจากสิ่งที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น พูดไว้ โดยมีการแปลงสารไปอย่างอื่น ให้มีความเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่ผิดแปลกไป ซึ่งขอย้ำว่า เป็นเพียงต้องการความรู้ เพราะเราไม่สามารถนอนในเรือนจำได้
ขณะที่ นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า จากตัวเลขผู้ต้องขัง 3.8 แสนคน ได้เก็บข้อมูลการกระทำผิดซ้ำ 5 ปีย้อนหลัง พบว่า ผู้กระทำผิดซ้ำ 35% ไม่ลดลง โดยที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ ก็มีแนวคิด คืนคนดีสู่สังคม แต่การคืนบุคคลเข้าสู่สังคม ยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเข้าเรือนจำไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น โดยปัญหาใหญ่ที่พบคือ ทัศนคติในเรื่องของโอกาส ซึ่งหลายคนจะพูดถึงโอกาส แต่เรื่องนี้ เป็นข้อด้อยที่สุด เพราะคนที่เคยติดคุก จะขาดคุณสมบัติหลายเรื่อง ทำให้ช่องทางเดินไม่กว้าง อย่าง บริษัทเอกชน ก็กังวลใจในการรับเข้าทำงาน แต่ถ้าเราไม่ดูแล ก็จะเป็นปัญหาหนึ่ง เพราะเขาจะกระทำผิดอีก ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ภาครัฐ ไม่เคยรับผู้ต้องขังเลย ตนจึงเคยถกเถียงประเด็นนี้ จนในที่สุดได้ลองเปิดโอกาส โดยตัดคุณสมบัติเคยจำคุกมาก่อนออก
ส่วน นายนัทธี กล่าวว่า เห็นด้วยกับเรื่องนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ เพราะในปัจจุบันการฝึกอาชีพนักโทษ เป็นไปด้วยความลำบาก เพราะการขนอุปกรณ์ เข้าออก จะต้องผ่านการตรวจค้นจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการถอยออก ซึ่งตนมองว่า ถ้าฝึกอาชีพนอกเรือนจำ จะทำให้ดีขึ้น รวมถึงให้ผู้ต้องขังมีรายได้สูงขึ้นด้วย โดยน่าจะเป็นประโยชน์ในการฝึกอาชีพอย่างจริงจัง แต่ตนก็มีข้อคิดเห็นฝากไว้ คือ นิคมอาจอยู่ติดเรือนจำ โดยทำเป็นเรือนจำชั่วคราว เพราะอาจติดข้อกฎหมายห้ามนำนักโทษออกนอกเรือนจำ ส่วนขั้นตอนไป ก็อาจส่งไปฝึกโรงงานจริง
ด้าน ต๊ะ บอยสเก๊าท์ เล่าประสบการณ์ว่า เคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีปืน และยาเสพติด โดยใช้เวลาสู้คดี 3 ปี แต่ในช่วง 2 ปีแรก ถูกแบนจากวงการบันเทิง แต่โชคดี ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด แต่หลังไม่ผิด สิ่งที่ได้รับคือ ทุกคนยังตราหน้าว่า เป็นคนไม่ดี และผลกระทบจากข่าวยังมีอยู่ อย่างเวลาเป็นพรีเซ็นเตอร์ จะถูกตัดสิทธิ์เลือกคนอื่น ซึ่งตนพยายามสู้มาโดยตลอด แต่ยอมรับว่า ในสังคมยอมรับยาก ขนาดตนไม่เข้าคุก ก็ยังถูกตัดสินทางสังคม โดยเป็นเรื่องยากมาก ที่จะมีคนเข้าใจ และให้โอกาส อย่างเพื่อนในวงการหลายคน ก็ไม่ได้รับโอกาส ส่วนโครงการเรือนจำอุตสาหกรรม ตนมองว่า เป็นโครงการที่ดี และสร้างสรรค์ ซึ่งถ้ามีพื้นที่ได้รับการยอมรับ คุณภาพชีวิตก็จะกลับมาเป็นคนอีกครั้ง
ขณะที่ นายประมนต์ กล่าวว่า เรื่องโครงการนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ไม่ใช่ประเด็นที่องค์กรมีความเห็น เพราะยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง แต่เท่าที่รับฟังการเสวนา ก็เข้าใจว่าโครงการที่ต้องการนำคนดีกลับสู่สังคม ถ้าทำได้ดี ก็ควรได้รับการสนับสนุน แต่การแต่งตั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง อาจส่งผลกระทบต่อโครงการได้ เพราะองค์กร มีความเห็นและตั้งข้อสังเกตุถึงการตั้งผู้ที่เข้ามาช่วยศึกษา