นักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นจากมาตรการผ่อนคลายการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องล้นระบบกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น จนทำให้ตลาดฟื้นกลับขึ้นมามากเกินกว่าครึ่งทางที่เคยลดลงไปแล้ว ตัวเลข GDP ของโลกที่เคยคาดการณ์กันไว้ว่าจะลดลง -3% ปัจจุบัน มองเห็นเหลือตัวเลข -1.5% และในบางประเทศอาจเห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ เช่นประเทศจีน ที่ยังคาดว่า GDP น่าจะเป็นบวกได้ สำหรับประเทศไทยเราเคยคาดการณ์ว่า GDP จะลดลงถึง -5 ถึง -6% แต่ประมาณการปัจจุบันลดลงเพียง -2%
อย่างไรก็ตามวิกฤติครั้งนี้ยังไม่ได้ผ่านพ้นไป เพราะนับถึงปัจจุบันเพียง 6 เดือน มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วมากกว่า 8 ล้านคน ในบางประเทศ มีทรัพยากรด้านสาธารณสุขไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการประท้วงและมีความวุ่นวายตามมา เรามีความหวังกันว่ามนุษย์จะสามารถหาหนทางหยุดยั้งภัยร้ายในครั้งนี้ได้โดยเร็ว และมีวัคซีนป้องกัน ได้ทันท่วงที ก่อนที่โอกาสความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดระลอกที่สองจะมีเพิ่มขึ้นเมื่อประเทศต่างจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในปีนี้
ในภาพของการลงทุนตลาดเงินและตลาดทุนที่ดีขึ้น ความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐกับจีนก็มีแนวโน้มจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง การเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ประทุขึ้นมาเร็วกว่าที่คาดกันไว้ก็น่าจะสืบเนื่องมาจากประชาชนในสหรัฐมองว่าการระบาดของไวรัสเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลในการป้องกัน ทำให้ทรัมป์เสียเสียงจำนวนไม่น้อยในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงในไม่ช้านี้ จนต้องทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันเริ่มหาหนทางในการหาเสียงและเบี่ยงประเด็นโดยผลักให้ประเทศจีนเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะต้นตอของการระบาด
ตั้งแต่การที่ สหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่าไวรัสโควิด-19 มีต้นกำเนิดมาจากจีน และเรียกว่าเป็น "Chinese Virus" การสนับสนุนฮ่องกงโดยผ่านร่าง กฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตึงเครียดมากขึ้น ไม่จบเพียงแค่การเป็น Trade war แต่อาจลุกลามถึงขึ้นเป็นสงครามเย็นที่กินระยะเวลานานหลายสิบปีเหมือนสมัยโซเวียตในช่วง 1950-1991 เพราะปัจจุบันนโยบายของทั้งสองประเทศเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเป็นคู่แข่ง โดยจีนต้องการก้าวขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจผู้นำของโลกเช่นเดียวกับสหรัฐ ในขณะที่ผู้นำโลกคนปัจจุบันอย่างสหรัฐ ย่อมไม่ปล่อยให้คู่แข่งขึ้นมามีอำนาจ และมีผลต่อ international rule orders และประโยชน์ของสหรัฐในเวทีโลกได้ในอนาคต
จีนพันธมิตรคู่ค้าคนสำคัญ กลับกลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ ย้อนกลับไปพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่สมัย ประเทศจีนต้องการปฏิรูปประเทศ เริ่มในสมัยของเติ้งเสี่ยวผิง เป็นต้นมา สมัยนั้นความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯเป็นไปอย่างราบรื่น เอื้ออำนวยซึ่งกันและกันในลักษณะของ Strategic Alliance เพราะเมื่อประเทศจีนเปิดประเทศในช่วงแรก มีแรงงานราคาถูกจำนวนมหาศาล ที่สหรัฐฯเองก็ต้องการให้จีนเป็นฐานการผลิตสินค้าราคาถูกให้กับสหรัฐ และเป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนตลาดทั้งโลกได้Made in china กลายเป็นสัญลักษณ์ที่พูดถึงกันมาตลอด มีการขยายการลงทุนของบริษัทในสหรัฐและหลายประเทศเข้าไปยังประเทศจีน และ ได้นำ Technology ต่างๆ เข้าไปด้วยโดยไม่มีความกังวลหรือต้องปิดกั้น เหมือนอย่างในปัจจุบัน ต่อมาสหรัฐเองก็ได้สนับสนุนให้จีนเข้าสู่ WTO ในขณะที่นโยบายของจีนเองก็อยู่ในช่วงปรับโครงสร้างเปิดเสรีทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องพึ่งพาต่างประเทศ จึงยังไม่มีนโยบายที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นคู่แข่งหรือท้าทายอำนาจกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯส่วนสหรัฐฯเองก็มองจีนในลักษณะของเศรษฐกิจต่างตอบแทนเพราะต้องการฐานการผลิตสินค้าราคาถูก และเมื่อความเป็นอยู่ของประเทศจีนดีขึ้นย่อมหมายถึงตลาดขนาดใหญ่มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคนที่มีกำลังบริโภคที่จะสนับสนุนให้สินค้าของสหรัฐฯ เปิดตลาดได้มากขึ้นด้วยจนกระทั่งถึงยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เป็นช่วงที่ประเทศมีความพร้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ กำลังทหารและการเมืองภายในจีนเองมีความมั่นคงมากที่สุด ในขณะที่ชาติตะวันตกกำลัง ประสบปัญหาการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ ยุค subprime จนถึง วิกฤติภาคสถาบันการเงินในยุโรป
จีนจึงกลายเป็นประเทศที่โดดเด่น และมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่สองของโลก และมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจโลกในเติบโตต่อมาได้ ดังนั้นถึงเวลาที่ความฝันของจีนที่ต้องการเป็น มหาอำนาจของโลกจึงถูกประกาศออกมาให้ทุกประเทศได้ทราบ ถึง China dream ที่ต้องการขยายอิทธิพลและแสนยานุภาพของจีน และต้องการให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจของโลก เช่นเดียวกับประเทศตะวันตก และประวัติศาสตร์ในอดีตที่จีนเคยเป็นมหาอำนาจมาก่อนแล้วดังนั้นท่าทีขอสหรัฐที่มองประเทศจีนในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็เปลี่ยนไปจากประเทศที่เกื้อหนุนซึ่งกัน กลับกลายมาเป็นคู่แข่งที่ต้องระวัง นโยบายการปฏิรูปประเทศของจีนต้องการเปลี่ยนไปสู่ประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงก็ย่อมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแสนยานุภาพทางด้านอาวุธและกองทัพ ซึ่งก็เป็นเครื่องมือที่ทรงอำนาจในการต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศและนั่นย่อมจะเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อสหรัฐอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้จีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงกับสถานภาพของความอภิมหาอำนาจที่สหรัฐครอบครองมาอย่างยาวนาน ภายหลังตั้งแต่ที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย และรัสเซียเริ่มอ่อนกำลังไป