เนชั่นทีวี

ข่าว

‘อียู’ประกาศจุดยืนลุยเจรจาFTAประเทศคู่ค้าหลังโควิด

23 มิ.ย. 2563 | tananya_nak

‘อียู’ประกาศจุดยืนลุยเจรจาFTAประเทศคู่ค้าหลังโควิด

"สหภาพยุโรป" เร่งจัดทำเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้าภายหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะต้องกระชับความสัมพันธ์ไทยให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ขณะที่ "กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ" สั่งสถาบันอนาคตฯศึกษาผลดี-เสีย ให้เสร็จส.ค.นี้

(24 มิถุนายน 2563) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยวานนี้ (23มิ.ย.) ว่า คณะกรรมาธิการยุโรป ได้เผยแพร่เอกสารจุดยืนของสหภาพยุโรป หรือ อียู ในการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศคู่ค้า ฉบับล่าสุด หลังเกิดวิกฤติโควิด-19 เมื่อต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา 
ทั้งนี้ คณะมนตรียุโรปได้เผยแพร่เอกสารวิสัยทัศน์ของประธานคณะมนตรียุโรป ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า ซึ่งได้สรุปทิศทางนโยบายการค้า และความคาดหวังของอียูที่มีต่อประเทศคู่ค้าและคู่เจรจาเอฟทีเอ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับระบบการค้าแบบเปิด โดยเป็นไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์ มีความเป็นธรรม ความคาดหวังสูง และมีความยั่งยืน ซึ่งต้องการใช้เอฟทีเอ เป็นกลไกในการขยายการค้าและการลงทุน
"อียูได้ทำเอฟทีเอระดับสองฝ่ายกับประเทศคู่ค้าแล้ว 32 ประเทศ เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา ชิลี และเม็กซิโก และมีแผนการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ อาทิ จะผลักดันการเจรจาเอฟทีเอกับอินโดนีเซีย ซึ่งเริ่มต้นในปี 2559 และการเจรจาเอฟทีเอกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ปี 2561 ให้สามารถสรุปผลได้ในปี 2564 และปรับปรุงความตกลงทางการค้าที่มีอยู่แล้วกับเม็กซิโกและชิลีให้ทันสมัย พร้อมเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับอินเดีย รวมถึงความตกลงด้านการลงทุนกับจีน"นางอรมน กล่าว

สำหรับการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ที่หยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 2557 นั้น คณะมนตรีแห่งอียูด้านการต่างประเทศ ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา ให้กระชับความสัมพันธ์กับไทยให้แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งเอกสารได้ตั้งเป้าให้อียูลงนามความตกลง ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Co-operation Agreement) ภายในปี 2564 ซึ่งเป็นความตกลงที่วางรากฐานความสัมพันธ์อียูกับไทยในด้านต่างๆ รวมทั้งฟื้นการเจรจาเอฟทีเอ 
อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความคาดหวังจากการเจรจาในระดับที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจากการติดตามเอฟทีเอที่อียูเจรจาและลงนามกับประเทศคู่ค้า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พบว่าครอบคลุมประเด็นใหม่ๆ เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การยกระดับมาตรฐานแรงงาน โดยให้เสรีภาพในการสมาคมและรวมตัวการเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ซึ่งเป็นระดับความคาดหวังที่สูงและท้าทาย

ส่วนการเตรียมการของไทย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบสถาบันอนาคตฯ ศึกษาต่อยอดเพิ่มเติมถึงโอกาสและผลกระทบจากการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเผยแพร่ในเดือนส.ค.นี้ ขณะเดียวกัน ยังมีแผนจัดสัมมนารับฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคม เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลเสนอระดับนโยบายพิจารณาตัดสินใจต่อไป
ทั้งนี้ ในปี 2562 อียูเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทย รองจากอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ การค้าระหว่างไทย-อียู มีมูลค่ากว่า 44,500 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนการค้าร้อยละ 9.2 ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปอียู มูลค่า 23,581 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และไก่แปรรูป เป็นต้น และไทยนำเข้าจากอียู มูลค่า 20,918 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องบิน เครื่องจักรไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น

ข่าวล่าสุด