เนชั่นทีวี

ข่าว

"พรพิพัฒน์ - จักรทิพย์"วางแนวทาง หลังยกเลิกเคอร์ฟิว

18 มิ.ย. 2563 | sitthichai_nak

"พรพิพัฒน์ - จักรทิพย์"วางแนวทาง หลังยกเลิกเคอร์ฟิว

"พล.อ.พรพิพัฒน์ - พล.ต.อ.จักรทิพย์" 2 ผู้นำหน่วยงานมั่นคง ร่วมประชุม วาง 3 แนวทาง หลังประกาศยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิว "คงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด - เพิ่มตอบสนองในช่องทางรับแจ้งเหตุ - สร้างความเข้าใจแก่ประชาชน" เพื่อสนับสนุนรัฐบาลกับงานรักษาความสงบ ช่วงการแพร่ระบาด ปรามผู้ปกครองสายแว้น

วันที่ 18 มิ.ย.2563 พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผช.ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลัง พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคงได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19
โดยเมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) หรือศบค. ได้มอบหมายให้พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) และพล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เสนาธิการทหาร พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง เดินทางมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและขอบคุณการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พร้อมผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการปฏิบัติ

"พรพิพัฒน์ - จักรทิพย์"วางแนวทาง หลังยกเลิกเคอร์ฟิว

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาห้ามแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีข้อกำหนดอื่นๆ ที่จะต้องถือปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาด ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ หรือการกระทำที่เป็นความผิดตามพ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นต้น
จึงขอฝากพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามโดยถือเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมือบ่อยๆ การใช้แอปพลิเคชั่น " ไทยชนะ" ในการเข้ารับบริการตามสถานที่ต่างๆรวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคที่ทางราชการกำหนด และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนร่วมจับมือเดินหน้ากับท่านนายกรัฐมนตรีในการ รวมไทยสร้างชาติไปด้วยกัน

"พรพิพัฒน์ - จักรทิพย์"วางแนวทาง หลังยกเลิกเคอร์ฟิว


พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่า กรณีกลุ่มเด็กแว้นหรือกลุ่มวัยรุ่นที่มีการจับกลุ่มรวมตัวแข่งรถหรือพากันตระเวนขับขี่รถออกไปสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน นายกฯได้สั่งการให้มีการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด จึงขอฝากเตือนไปยังผู้ที่มีพฤติการณ์และผู้ปกครองให้เลิกกระทำและกวดขันพฤติกรรมของบุตรหลาน โดยนอกจากจะดำเนินคดีกับตัวเด็กที่กระทำผิดแล้ว จะมีการดำเนินคดีกับผู้ปกครองและผู้ที่ให้การสนับสนุนด้วย
สำหรับมาตรการของฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายตำรวจ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 ทางพล.อ.พรพิพัฒน์ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้สั่งการและกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ตำรวจทั่วประเทศ ดังนี้
1.ดำรงความต่อเนื่องในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบโดยเฉพาะอาชญากรรมที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน เช่น การประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน การกู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือการหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น โดยจะต้องเน้นการทำงานในเชิงรุก และจะต้องเข้าไประงับเหตุในทันที
2.เพิ่มการตอบสนองในการแจ้งเหตุให้เพิ่มมากขึ้นตามช่องทางการแจ้งเหตุต่างๆ เช่น ชุดหมายเลขสายด่วน จุดรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน จุดรับแจ้งเหตุตามถนนต่างๆ เพื่อให้ไปถึงจุดเกิดเหตุให้รวดเร็วที่สุด ให้สายตรวจร่วมและชุดตรวจร่วม เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจจุดสกัดและกวดขันจับกุมอาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและความสงบสุขของประชาชนและสังคม เช่น การรวมกลุ่มแข่งรถในทาง การขับขี่รถขณะเมาสุรา ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การหลบหนีเข้าเมือง ความผิดเกี่ยวกับสถานบริการหรือความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนด ซึ่งออกตามความในพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548
3.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้การปฏิบัติจะเน้นให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน คือ 1. ขั้นประชาสัมพันธ์ 2.ขั้นแนะนำตักเตือน และ 3.หากมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามหรือจงใจฝ่าฝืนให้จับกุมดำเนินคดี โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละมุนละม่อม เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าระงับเหตุต้องปฏิบัติตามยุทธวิธี เน้นความสุภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรัดกุม
ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบการกระทำความผิดหรือต้องการแจ้งเบาะแสสามารถแจ้งมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 191, 1599, 1138 และแอปพลิเคชั่น Police lert u ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวล่าสุด