สอดคล้องกับข้อมูลตามหน้าเฟซบุ๊ก หรือโซเชียลต่างๆ จะเห็นการเปิดรับบริจาคเงินมีอยู่อย่างโจ่งแจ้ง โดยเรื่องราวดูแล้วเกิดความสะเทือนใจต่อผู้อ่าน ทั้งการเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัว การสร้างที่อยู่อาศัย เด็ก คนพิการ หรือสัตว์ ซึ่งมีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เห็นใจจำนวนมาก
หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้น คนในสังคมตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ที่เขียนขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ การตรวจสอบข้อเท็จจริงมีมากน้อยแค่ไหน หรือหนึ่งในคนเหล่านั้น คือ "มิจฉาชีพ" ที่จ้องหาผลประโยชน์และใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นสะพานเชื่อมล่อลวงเงินจากกระเป๋าหรือข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ให้กลายเป็น "เหยื่อ" โดยไม่รู้ตัว
จากข้อมูลของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือปอท. ยอมรับว่า การหลอกลวงขอรับบริจาคเงินมีจำนวนมากขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ง่ายขึ้นรวดเร็วมากขึ้น และประชาชนส่วนใหญ่มีโมบายแบงกิ้งก็สามารถโอนเงินได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับคนไทยใจบุญชอบช่วยเหลือผู้อื่น จึงทำให้เกิดคดีเหล่านี้มากขึ้น
ส่วนรูปแบบการหลอกลวงการขอรับบริจาคเปลี่ยนไปจากในอดีต ด้วยวิธีการสร้างเรื่องราวให้ดูน่าสงสารแล้วมาโพสต์ลง ทางอินเทอร์เน็ต จนเกิดการแชร์ต่อเป็นวงกว้าง เพราะในอดีตโซเชียลยังไม่ได้รับความนิยม ซึ่งรูปแบบที่พบส่วนใหญ่เป็นเรื่องการช่วยเหลือครอบครัว และน้องสุนัขน้องแมว มีทั้งทำเป็นขบวนการและทำเพียงคนเดียวโดยยอมรับว่า การตรวจสอบเป็นเรื่องที่ยาก แต่คนร้ายก็มักจะทิ้งร่องรอยให้สืบสวนมาถึง
ตรงกันข้ามกับมุมมองของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มองว่า รูปแบบการขอรับบริจาคเงินไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ช่องทางการสื่อสารเปลี่ยนไป ประกอบกับผู้ที่ดูแลเรื่องไซเบอร์โดยเฉพาะมีจำนวนน้อย จึงทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเรามีฐานข้อมูลที่เป็นสถิติการเกิดเหตุก็จะสามารถช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมหรือช่วงการเกิดเหตุได้
อย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่า การเข้าถึงโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องที่ง่ายดาย มิจฉาชีพก็อาจจะแฝงตัวเข้ามาสร้างเรื่องราวเพื่อเปิดขอรับบริจาคเงิน ช่วงหน้ามาติดตามทางออกของปัญหานี้ การตรวจสอบของประชาชน เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวง และผู้ที่คิดจะกระทำ อาจต้องคิดดีๆ เพราะบทลงโทษมีความรุนแรง และอาจโดนหลายข้อหาหนัก