เนชั่นทีวี

ข่าว

หอการค้าฯหวั่นหนี้ครัวเรือนทะลุ 80%

15 มิ.ย. 2563 | rattana

หอการค้าฯหวั่นหนี้ครัวเรือนทะลุ 80%

หอการค้าไทย กังวลหนี้ครัวเรือนสูงถึง 79 % ผลจากโควิด-19 ทำคนตกงาน หวั่น ปัญหาสังคมพุ่ง แนะรัฐหามาตรการป้องกันชาวบ้าน-นักธุรกิจแห่กู้นอกระบบนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจเปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯเริ่มกังวลสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอย่างมากและอาจก่อให้เกิดวิกฤติหนีครัวเรือนได้หลังจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับ 79%ต่อจีดีพีและจะเกิน 80%ได้ในเร็วๆนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทรุดตัวในระยะกลางและยาวได้ ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องหามาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนหันไปกู้เงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยแพงๆเพราะจะทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม และเศรษฐกิจ

จากการติดตามพบว่าครัวเรือน รวมถึงธุรกิจรายเล็กรายย่อยจำนวนมากมีวงเงินเต็มเพดานการขอสินเชื่อหรือแม้แต่การกู้เงินติดล้อก็ลำบากเพราะไม่มีอะไรที่จะนำไปเป็นหลักทรัพย์ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องหาแนวทางให้ประชาชนหรือนักธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาลให้ได้ อย่างน้อยก็สามารถประคองภาระครัวเรือนกิจการได้ เช่น นำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า หรือนำไปเงินไปใช้จ่ายในการประคองก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว เพราะหากคนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำรับรองว่าหลายคนคงแห่ไปกู้นอกระบบก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาแน่นอน
สำหรับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้นแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุน การซื้อที่อยู่อาศัย และซื้อรถยนต์ หากเป็นช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจปกติก็ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ในปัจจุบันทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แรงงานตกงานมากขึ้น หรือผู้ที่ทำงานก็จะถูกนายจ้างหักรายได้ลง ขณะที่แรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบปีละ 500,000 คนมีโอกาสเสี่ยงไม่มีงานทำเพิ่มขึ้นแน่นอนเพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่รับพนักงานเพิ่ม เป็นต้นทำให้ครัวเรือนมีปัญหาเรื่องของรายได้ที่จะนำไปชำระหนี้ดังกล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการระบาดโควิด-19 วงเงิน 4 แสนล้านบาท และงบประมาณขาดดุลในปี 63 ที่รัฐบาลตั้งไว้ 4.5 แสนล้านบาทรวมเป็นกว่า 8 แสนล้านบาทจะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากมีประสิทธิภาพและรวดเร็วเชื่อว่าปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจทรุดตัวหนักๆในปี 63 ก็จะคลี่คลายลงได้
"ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 63 หากมีเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท งบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวในและต่างประเทศเฉลี่ยเดือนละ 1-2 แสนล้านบาทต่อเดือน ก็จะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบทั้งหมด 1-1.5 ล้านล้านบาท ก็จะเป็นตัวช่วยให้ตัวเลขจีดีพีของไทยในปีนี้ไม่ติดลบในระดับ ลบ8.8-9%แน่นอน โดยเฉพาะเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากผลักดันเกิดการจ้างงานในท้องถิ่นก็จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้และปัญหาหนี้ครัวเรือนก็คงทุเลาลงได้"
นายวิโรจน์จิรัฐิติกาลโชติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทยกล่าวว่า ขณะนี้ทางสมาชิกหอการค้าไทยได้ติดตามโครงการของภาครัฐในงบฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้รัฐบาลใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เบื้องต้นไม่ต้องการให้มีการจัดทำโครงการใหญ่ๆหรือโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพราะจะเห็นในระยะยาวซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ดังนั้นการจัดทำโครงการควรเป็นโครงการเล็กๆและขนาดกลางที่สามารถลงสู่กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมได้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการก่อให้เกิดการจ้างงาน และการเกิดการหมุนเวียนของเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาทราบว่าเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 5 แสนล้านบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งไว้นั้นเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้

ข่าวล่าสุด