จากเรื่องดังกล่าว นายสามารถ กล่าวว่า ตนขอแนะนำให้นายปิยบุตร ไปศึกษาคณะรัฐศาสตร์เพื่อจะได้รู้จักโครงสร้างทางการปกครอง ไม่ใช่เรียนรู้แค่กฎหมายอย่างเดียวเพราะถ้าเป็นบุคคลที่มีความรู้รอบด้านคงไม่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี โดย ส.ว. มีหน้าที่ทางนิติบัญญัติในการออกกฎหมายและสรรหาองค์กรอิสระเพื่อถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหาร หรือหาก นายปิยบุตร มีเวลาว่างให้เปิดโทรทัศน์ช่องรัฐสภาจะรู้ว่า ส.ว. มีหน้าที่อะไรบ้าง เฉพาะอย่างยิ่ง ส.ว. ยุคปัจจุบันหลายท่านตั้งใจทำงาน เช่น นายถวิล เปลี่ยนสี หรือ นายวันชัย สอนศิริ และขณะนี้ ส.ว. ก็กำลังพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเสร็จแล้ว พร้อมได้รัฐมนตรีมาชี้แจงก็มีการสอบถาม พ.ร.ก.กู้เงิน ดังกล่าวนำไปช่วยเหลือประชาชนอย่างไร จึงแสดงให้เห็นถึงอำนาจถ่วงดุลการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
นายสามารถ กล่าวอีกว่า นายปิยบุตร เป็นคนชอบนำเรื่องในอดีตมาพูด อย่างเช่น พรรคอนาคตใหม่เสนอชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่แพ้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยคะแนะ 500 ต่อ 244 และพาดพิง ส.ว. ตนขอชี้แจงว่าในอดีตเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2543 เคยมีการเลือกตั้งสรรหา ส.ว. จำนวน 200 คนทั่วประเทศ กำหนดวาระ 6 ปี แต่การเลือกตั้งเกิดข้อครหาเพราะพบว่ามีการทุจริตซื้อเสียงจำนวนมากในตอนนั้น ทั้งการเลือกตั้ง ส.ว. และ ส.ส. จนยุคนั้นเรียกว่า สภาผัวสภาเมีย เช่น ผัวเป็น ส.ส. เมียเป็น ส.ว. เวลาอยู่กันที่บ้านก็ออกกฎหมายกันได้เลย ไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ ทำให้ประชาชนวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าว จึงมีการแก้รัฐธรรมนูญในปี 2551 ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งครึ่งนึงและแต่งตั้งอีกครึ่งนึง