นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับคือที่เกี่ยวข้องกับการกู้ 1 ฉบับ และเกี่ยวข้องกับการให้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย 2 ฉบับ ว่า ในฉบับแรกนั้น เงิน 1 ล้านล้านบาท ถูกแบ่งให้กระทรวงสาธารณสุขไป 4 หมื่น 5 พันล้านบาท เยียวยา 5 แสน 5 หมื่นล้านบาท และฟื้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ส่วนอีก 2 ฉบับนั้นเป็นเรื่องของการติดตามกันว่า สุดท้ายแล้วจะเป็น พ.ร.ก.เพื่ออุ้มคนรวยให้เเข็งแรงอยู่รอด ส่วนคนที่ไม่รอด ก็ไม่รอดกันต่อไปรายละเอียดอีก 2 ฉบับนั้นตนเชื่อว่าระยะถัดจากนี้ไปพยานหลักฐานต่างๆ จากคนที่ไม่ได้จะปรากฎว่าใครคือคนที่ได้บ้างในจำนวน 9 แสนล้านบาท แต่ที่นักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลบางส่วนได้อภิปรายนั้น ทุกคนต่างก็เห็นว่างบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวน 4 แสนล้าน ที่เรียกว่าเงินผัน ประวัติศาสตร์เงินผันสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็มีการเปรียบเหมือนแท่งไอติมกว่าจะไปถึงประชาชนก็เหลือแต่ไม้กับคราบความหวานดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลบางคนพยายามนำเสนอว่าควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อมาตรวจสอบการใช้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหลายคนถามตนว่ามีความเห็นอย่างไรนั้นส่วนตัวมองว่า ตั้งไม่ตั้งก็มีค่าเท่ากัน เพราะที่ตั้งขึ้นมานั้นในประวัติศาสตร์ทางการเมืองมองไว้ 2 เรื่องคือ ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และขอแบ่งด้วย ซึ่งเป็นไปได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ดังนั้นตนก็หวังว่าเจตนาของการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบฯนั้นเพื่อการตรวจสอบดังนั้นทั้งหมดคือการแสดง และ ไม่เชื่อว่าตั้ง กรรมาธิการตรวจสอบฯแล้วจะไม่มีการโกงเกิดขึ้น แต่เชื่อว่าขบวนการตรวจสอบภาคประชาชนและโลกสื่อสารไร้พรมแดนจะมีพลานุภาพมากว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการตรวจสอบฯ ดังนั้นจะมีหรือไม่กรรมาธิการตรวจสอบก็ตาม ต้องฝากความหวังไว้ที่ประชาชนและต้องเป็นหูเป็นตา เพราะเงินจำนวนนี้คือเงินของประชาชน คือหนี้ของประชาชน ที่ต้องเฝ้าติดตาม ตรวจและต้องกล้าที่จะพูดทั้งนี้ นายจตุพร กล่าวด้วยว่า การกู้เงินรอบนี้ก็เพื่อจะรอกู้กันอีกรอบตอนพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2564 ซึ่งปีงบประมาณคือวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ก็ต้องกู้อีก หลายแสนล้าน เพราะการจัดทำงบประมาณแผ่นดินก็เป็นการจัดทำแบบงบประมาณแผ่นดินแบบขาดดุล และแน่นอนที่สุดในทางการเมืองคนที่ใช้เงิน กับคนใช้หนี้มักจะเป็นคนละคนกันเสมอ