เนชั่นทีวี

ข่าว

หอการค้าฯ ขานรับต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

25 พ.ค. 2563 | Chatchai

หอการค้าฯ ขานรับต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

หอการค้าไทย ชี้ ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็น อ้างทั่วโลกมีแนวโน้มแพร่ระบาดโควิด-19 สูง ย้ำมาตรการทำงานที่บ้านยังจำเป็น ส.อ.ท.ห่วงกระทบเศรษฐกิจ หลายชาติทยอยคลายล็อคมากขึ้น

กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุ การเสนอต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่ 1-30 มิ.ย.เป็นเรื่องที่เห็นด้วย เพราะจำเป็นในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ถึงแม้ว่าตัวเลขการติดเชื้อของไทยจะลดลง แต่การติดเชื้อในต่างประเทศพุ่งขึ้นเกิน 5 ล้านคนแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกหลายประเทศจึงต้องเฝ้าระวัง และการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน จะป้องกันไม่ให้ไทยระบาดหรือติดเชื้อเพิ่มขึ้น
ส่วนกำหนดเวลาการห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานเวลา 23.00-04.00 น. มีความเหมาะสมเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนออกนอกเคหสถานในดังกล่าว ซึ่งเราต้องอดทนกันไปก่อน อย่างไรก็ตามในช่วงเคอร์ฟิวมีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบบ้าง เช่น ผับ บาร์ ตลาดเช้า ตลาดกลางคืน ก็อยากให้ทุกคนเข้าใจกับมาตรการป้องกันโควิด-19 และขอความร่วมมือช่วยกันปฏิบัติตาม เชื่อว่าคงไม่นานทุกอย่างน่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้วางอยู่ในเฟสที่ 4 ที่จะกลับมาเปิดใหม่ได้
การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คงไม่กระทบต่อการเปิดธุรกิจ เพราะการเปิดธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ดำเนินช่วงเวลากลางวัน และเป็นธุรกิจที่เห็นแล้วว่ามีความเหมาะสม มีการวางมาตรการป้องกันรัดกุม ส่วนธุรกิจที่จะเปิดต่อไปจะเป็นธุรกิจประเภทออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนส การอบรม สัมมนา
การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องทำคู่กับมาตรการสาธารณสุข ฝ่ายความมั่นคง ประชาชน รวมทั้งภาคธุรกิจ เพื่อไม่ให้โควิด-19 ระบาดมากอีกครั้ง เพราะหากคนหนึ่งทำอีกคนหนึ่งไม่ทำก็อาจเกิดปัญหาได้ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจึงสำคัญ ทั้งนี้การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พิจารณาเดือนต่อเดือนขึ้นอยู่สถานการณ์ ซึ่งยังจำเป็นเพราะทั่วโลกติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันจึงขอให้มีความมั่นใจก่อน
นอกเหนือจากการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน หอการค้าไทยต้องการให้ใช้มาตรการทำงานที่บ้านหรือ Work from Home ต่อเนื่องเพราะลดการระบาดและที่ผ่านมาได้ผลตอบรับดี โดยหอการค้าไทยได้ขอความร่วมมือบริษัทรายใหญ่ให้ทำงานที่บ้านต่อไป ซึ่งหลายบริษัทยังคงมาตรการนี้
ด้านเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวว่า การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 เดือน จากที่พูดคุยหลายฝ่ายมองว่าจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าส่งผลดี เห็นได้จากหลายประเทศ แม้ระบาดสูงกว่าไทย เช่น อิตาลี สหรัฐ และหลายประเทศในยุโรปทยอยคลายล็อกเปิดธุรกิจเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้
ในขณะที่ไทยบริหารจัดการโควิด-19 ได้ดีมากจนอยู่ในอันดับต้นของโลก มีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นน้อยมากในระดับตัวเลยหลักเดียวมานาน และรัฐบาลทยอยคลายล็อกมา 2 ระยะแล้ว จึงน่าจะผ่อนคลายต่อไป เปิดให้ค้าขายขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพช่วงกลางคืน เช่น ขายอาหารช่วงกลางคืน ที่มีคนจำนวนมากทำมาหากินในส่วนนี้ รวมถึงการคมนาคมขนส่งที่ไม่ต้องหยุดในช่วงกลางคืน ทำให้การขนส่งสินค้าสะดวกใกล้เคียงกับภาวะปกติ
นอกจากนี้ จะส่งผลด้านจิตวิทยา ซึ่งหากทยอยผ่อนคลายจะทำให้ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้การจัดจ่ายใช้สอยเริ่มปกติ ทำให้ผู้ค้ารายย่อย และเอสเอ็มอีกลับมาทำการค้าตามปกติ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ระบบเศรษฐกิจ และลดการว่างงานได้มาก ซึ่งหากผ่อนคลายเปิดธุรกิจได้เร็ว เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวเร็ว หากคลายล็อกช้าเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวช้า
สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ คือ การบริการจัดการโควิด-19 ให้การคลายล็อกที่ตั้งอยู่บนกฎกติกาที่เข้มงวด เหมือนการเปิดห้างสรรพสินค้า มีการวัดอุณหภูมิ และล้างแอลกอฮอล์ก่อนเข้าห้าง มีระยะห่างในร้านค้า และร้านอาหาร มีการใช้แอพพลิเคชั่นตรวจสอบคนเข้าออกไม่ให้หนาแน่นเกินไป ซึ่งหากรัฐบาลเร่งคลายล็อกพร้อมกับกฎระเบียบที่เข้มงวดจะช่วยฟื้นระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็ว และควบคุมการระบาดได้ผล
นอกจากนี้ รัฐบาลควรเข้มงวดระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าและรถเมล์ ซึ่งแม้บนชานชลาจะมีเครื่องหมายให้ยืนห่างกัน บนที่นั่งรถไฟฟ้าจะนั่งที่เว้นที่ แต่ปล่อยให้ยืนเบียดกันแน่นมากทำให้เสี่ยงต่อการระบาด

ข่าวล่าสุด