ในอีกฟากฝั่งแปซิฟิก เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมาบลูแองเจิล ฝูงบินสาธิตแห่งกองทัพเรือสหรัฐ และ ธันเดอร์เบิร์ด ฝูงบินสาธิตแห่งกองทัพอากาศสหรัฐ ได้แสดงการบินเพื่อเชิดชูเกียรติและขอบคุณต่อความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับโควิด-19 เหนือน่านฟ้าของนิวยอร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ชาวนิวยอร์คเป็นจำนวนมากออกมาชมการบินนี้ซึ่งรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์การแสดงครั้งนี้เสริมสร้างกำลังใจแก่บุคลากรของโรงพยาบาลนิวยอร์ก-เพลสไบ เทเรียนได้ไม่น้อย แม้ว่าไม่กี่วันก่อน ด็อกเตอร์ลอร์นา บรีน ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลเลือกจบชีวิตตัวเองลงหลังจากกายและใจเหนื่อยล้ากับการต่อกับโรคโควิด-19เป็นอันมาก
ก่อนที่จะเสียชีวิต ด็อกเตอร์บรีนทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยผู้ป่วยในนิวยอร์ก ต่อมาด็อกเตอร์บรีนล้มป่วยลงด้วยโรคโควิด-19 เมื่อหายป่วยเธอได้กลับไปทำงาน แต่ไม่แข็งแรงพอที่จะเข้าเวรซึ่งนานถึง 12 ชั่วโมงได้อีกต่อไป เพื่อนร่วมงานจึงโน้มน้าวให้เธอกลับไปพักกับครอบครัวที่รัฐเวอร์จิเนีย
ด็อกเตอร์บรีนเล่าให้พ่อของเธอฟังว่า เธอและเพื่อนร่วมงานทำงานถึง 18 ชั่วโมงต่อวัน ต้องนอนตามโถงทางเดินของโรงพยาบาล ในโรงพยาบาลยุ่งมากจนแม้แต่รถพยาบาลก็เข้ามาถึงภายในไม่ได้ และ ประโยคสุดท้ายที่ลูกสาวได้พูดกับพ่อคือคำอธิบายถึงสภาพการทำงานว่า ถูกจู่โจมโดยผู้ป่วยจำนวนมากซึ่งพวกเขากำลังตายก่อนที่จะลงจากรถพยาบาลเสียอีกโดยเมื่อวันที่ 26 เมษายน ด็อกเตอร์บรีนเสียชีวิตลง โดยตำรวจเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นเพราะได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของตัวเอง
อย่างไรก็ตามสถาบันแพทยศาสตร์เออร์วิ่ง มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และ โรงพยาบาลนิวยอร์ก-เพลสไบเทเรียนได้ออกแถลงการณ์เพื่อแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของด็อกเตอร์ลอร์นา บรีน และยกย่องว่าเธอเป็นฮีโร่ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 อย่างไม่ย่อท้อในยามวิกฤต
อย่างไรก็ตามเมื่อโควิด-19 ยังระบาดไม่หยุด บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่อาจยอมแพ้ลิน วีเรย์ พยาบาลจากโรงพยาบาลเม้าท์ซีไนน์ เวส ในนิวยอร์กเล่าว่า แม้ว่าจะต้องห่างจากลูกมาหลายสัปดาห์แล้วนับแต่ป่วยเป็นโรคโควิด-19แต่เธอก็กลับมาทำงานเพื่อผู้ป่วย
"ผู้ป่วยที่ฉันดูแลยังพูดคุยได้ปกติ ดังนั้นเราจะช่วยผู้ป่วยให้ผ่านโรคร้ายไปด้วยกัน ด้วยการให้กำลังใจเขาและคอยผลักดันให้เขาก้าวไปด้วยกัน ฉันคิดว่าเราทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้แล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุด ฉันคิดว่าเป็นตอนที่พบว่าผู้ป่วยขมขื่นที่พวกเขาต้องกลับมาที่ ไอซียูอีก แต่เราทุกคนก็พยายามมีความหวังว่าเขาจะหาย" ลิน วีเรย์กล่าว
บุคคลากรทางการแพทย์ทุกประเทศยังคงทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับข่าวร้ายและการสูญเสีย ดูเหมือนว่าความหวังจะยังคงมีอยู่เสมอในโรงพยาบาลที่กลายเป็นสนามรบเพื่อแย่งยื้อชีวิตผู้ป่วยจากมัจจุราชที่ชื่อโควิด-19 นี้
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ สหรัฐฯ ได้สรุปผลสำรวจ ระหว่าง 10 กุมภาพันธ์ -9 เมษายน พบว่ามีบุคลากรทางการแพทย์สหรัฐฯ ติดเชื้อกว่า 9,282 คน และเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 27 ราย ขณะเดียวกันที่ฟิลิปปินส์ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ฟิลิปปินส์รายงานเมื่อวันที่ 29 เมษายนว่า มีผู้ป่วยสะสมโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ มากถึง 1,245คน และเสียชีวิตแล้ว 27 ราย