จากบันทึกเรื่องราวของนายซิมองต์ เดอ ลาลูแบร์ อุปทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เขียนบรรยาย เกี่ยวกับการรักษาอาการป่วยไข้ด้วยการเหยียบ การบีป และการนวด จึงเกิดความเชื่อที่ว่าการนวดไทย สามารถใช้ในการรักษาอาการต่างๆของโรคได้มาตั้งแต่อดีต
องค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แผนไทย ล้วนแต่เกิดจากประสบการณ์จริง หรือการปฏิบัติจริง ความรู้ส่วนหนึ่งจึงถูกบันทึกไว้เป็นการเฉพาะตัวของหมอผู้รักษา หรือเป็นความรู้ประจำท้องถิ่นนั้นๆ ต่อมาจึงได้เอามารวมรวบรวมไว้ที่ในรั้วในวังเพื่อเป็นการสร้างศูนย์กลางความรู้ด้านการแพทย์และในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้เอง ความเจริญรุ่งทางด้านการรักษาด้วยวิธีการ เหยียบ บีป การนวด การประคบสมุนไพร จึงได้จัดวาง ดังที่เราได้เห็นในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ดังที่ระบุไว้ว่าในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งหน้าที่ของแพทย์ตามความชำนาญเฉพาะทางโดยแยกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กรมแพทย์ยา กรมหมอยา กรมหมอกุมาร กรมหมอวัณโรค กรมนวด รวมทั้งโรงยาโอสถ เป็นต้น
ที่สำคัญเอกลักษณ์ของการนวดไทย มุ่งเน้นวิธี การบีบ จับเส้น ไล่เส้น ไปตามแนวเส้นประธานสิบ สามารถรักษาโรคต่างๆได้จริง ส่งผลให้เกิดเป็นตำราที่ตกผลึกจากบรรพบุรุษมาสู่ลูกหลานในปัจจุบันมากมาย จึงบอกได้ว่า..ในสมัยโบราณนั้น คนไทยมีความสามารถในการรักษาด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด ฟื้นฟู จุดบกพร่องภายในร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม จนเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติอีกเช่นเดียงกัน
ในปัจจุบันการนวดไทย มีการแบ่งการนวดออกเป็น 2 แบบด้วยกันคือ การนวดราชสำนัก จะเป็นท่านวดที่นิยมกันมาก เพราะเป็นการนวดนุ่นนวล อ่อนโยน ไม่รุนแรง ในสมัยโบราณเป็นการนวดที่ใช้กันอยู่ในรั้วในวัง ในปัจจุบันนิยมใช้ในสถานบริการทั่วไป ส่วนอีกหนึ่งแบบ คือ การนวดเชลยศักดิ์ จะเป็นท่านวดที่เน้นกดจุด หรือโยกโยนตัว โดยใช้แรงจาก แขน ขาของผู้นวดเข้าช่วย ส่วนใหญ่เป็นการนวดของชาวบ้านทั่วไป ในปัจจุบันจะใช้ในลักษณะของหมอนวดชาวบ้าน เชื่อกันว่า การรักษาโดยใช้แรงของผู้นวดเข้าช่วย จะสามารถรักษาโรคได้ดี