ต่อมาวันที่ 12 ก.พ.56 - 26 ก.ย.57 จำเลยทั้งสี่กับพวกที่ยังหลบหนี สมคบกันทุจริตอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 4 โครงการ ประกอบด้วยเงินอุดหนุนการปริยัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรม , โครงการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม , โครงการเงินอุดหนุนการจัดงาน วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา , โครงการเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี โดยวันที่ 12 ก.พ.56 จำเลยที่ 2 อนุมัติเงิน 2 ล้านบาทให้วัดบางอ้อยช้างแล้วเอาเงินคืนไปจำนวน 1.6 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 2 เม.ย.56 จำเลยที่ 1-3 ขออนุมัติเงินเบิกเงินงบประมาณโครงการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม 10 ล้านบาทให้วัดบางอ้อยช้าง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับเงินคืนไป 8 ล้านบาท , วันที่ 1 พ.ย.56 จำเลยที่ 1 ,2 ,4 ขออนุมัติเบิกเงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาิประจำปีงบประมาณ 2557 ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง 5 ล้านบาท , วัดศรีเรืองบุญ 4 ล้านบาท , วัดใหม่ผดุงเขต 4.5 ล้านบาท ทั้งที่พวกจำเลยและนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. (ยังหลบหนีคดี) รู้อยู่แล้วว่าได้อนุมัตเงินไม่ถูกต้องตามระเบียบและวิธีการงบประมาณเนื่องจากเงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาไม่อยู่ในกิจกรรมจำนวน 8 กิจกรรมของแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้เงินงบประมาณ แล้วจำเลยที่ 2 ยังขอรับเงินคืนจากวัดบางอ้อยช้าง 4 ล้านบาท , วัดศรีเรืองบุญ 3.2 ล้านบาท , วัดใหม่ผดุงเขต 3.6 ล้านบาท รวมจำนวนเงินความผิดส่วนนี้ทั้งสิ้น 10,800,000 บาท จากนั้นวันที่ 23 ก.ย.57 จำเลยที่ 1-2 ยังทำบันทึกข้อความเสนอ นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. ขออนุมัติเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี ประจำปีงบประมาณ 2557 ให้วัดบางอ้อยช้างอีก 1.5 ล้านบาท แล้วจำเลยที่ 2 ไปขอรับเงินคืน 1.3 ล้านบาท รวมเงินงบประมาณที่สำนักงาน พศ. โอนให้กับวัดบางอ้อยช้าง , วัดศรีเรืองบุญ , วัดใหม่ผดุงเขต เป็นเงินทั้งสิ้น 28 ล้านบาท และมีการรับเงินคืนไปรวม 21,700,000 บาท ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1-4 และนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. ร่วมกันเบียดบังเอาเงินงบประมาณ ของสำนักงาน พศ. ไปเป็นประโยชน์ของตน ด้วยการใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณ ทำให้สำนักงาน พศ. เป็นผู้เสียหาย ซึ่งอัยการโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1-4 ต่อจากโทษในคดีอื่นๆด้วย
โดยจำเลยที่ 1-4 ให้การปฏิเสธ พร้อมสืบพยานต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดี นายพนม อดีต ผอ.พศ.จำเลยที่ 1 และกลุ่มลูกน้อง ในสำนักงาน พศ.จำเลยที่ 2,3,4 ไม่ได้ประกันตัว ปัจจุบันถูกคุมขังในเรือนจำ
ขณะที่ศาล พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในชั้นไต่สวนแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 , 157 , 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ.มาตรา 83
ส่วนจำเลยที่ 4 กระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนกระทำตาม ป.อ.มาตรา 147 , 157 , 162 (4) และ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ประกอบมาตรา 86
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป สำหรับนายพนม อดีต พศ. จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 3 กระทง เป็นเวลา 35 ปี (กระทงแรกจำคุก 14 ปี , กระทงที่ 2 เป็นเวลา 15 ปี และกระทงที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี)
นายบุญเลิศ อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง จำเลยที่ 2 จำคุกรวม 4 กระทงเป็นเวลาทั้งสิ้น 41 ปี (กระทงแรก 6 ปี , กระทงที่ 2 เป็นเวลา 14 ปี , กระทงที่ 3 เป็นเวลา 15 ปี และกระทงที่ 4 เป็นเวลา 6 ปี )
นายณรงค์เดช อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา จำเลยที่ 3 จำคุก 14 ปี และ นายพัฒนา อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา จำเลยที่ 4 จำคุก 10 ปี
อย่างไรก็ดีทางนำสืบของจำเลยที่ 1-4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างจึงลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนดทั้งสิ้น 23 ปี 4 เดือน , จำเลยที่ 2 จำคุก 27 ปี 4 เดือน , จำเลยที่ 3 จำคุก 9 ปี 4 เดือน , จำเลยที่ 4 จำคุก 6 ปี 8 เดือน
และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินคืนให้สำนักงาน พศ. ผู้เสียหายด้วย จำนวน 1.6 ล้านบาท , ให้จำเลยที่ 1,2,3 ร่วมกันชดใช้เงินคืนจำนวน 8 ล้านบาท , ให้จำเลยที่ 1,2,4 ร่วมกันชดใช้เงินคืนจำนวน 10,800,000 บาท , ให้จำเลยที่ 1,2 ร่วมกันชดใช้เงินคืนจำนวน 1.3 ล้านบาท (รวมจำนวนเงินชดใช้ทั้งสิ้น 21,700,00 บาท)
ศาลสั่งจำคุก"พนม ศรศิลป์"พร้อมอดีตขรก.พศ.17 ปี 4 เดือนคดีทุจริต
รออาญา 1 ปี ปรับ 8 พัน "อดีตพระพรหมดิลก" ทุจริตงบพศ.
และยังให้นับโทษของ นายพนม อดีต ผอ.ผศจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท. 253/2561 , อท.254/2561 , อท.257/2561 , อท.32/2562 ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ นี้ด้วย
ส่วนนายบุญเลิศ อดีต ผอ.กองพุทธศาสนฯจำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.254/2561 (ศาลชั้นต้นพิพากษาวันที่ 5 มี.ค.63 จำคุก 9 เดือน) และ อท.32/2562 (ศาลชั้นต้นพิพากษาวันที่ิ 19 ก.พ.63 จำคุก 13 ปี 4 เดือน) ของศาลนี้ด้วย
ส่วนนายณรงค์เดช อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่ฯ จำเลยที่ิ 3 และนายพัฒนา อดีตนักวิชาการกองส่งเสริมงานเผยแผ่ฯ จำเลยที่ 4 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.257/2561 ของศาลนี้ด้วย (ศาลชั้นต้นพิพากษาวันที่ิ 19 ก.พ.63 จำคุก 3 ปี 18 เดือน)
นอกจากนี้ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ศาลยังอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณสำนักงาน พศ. สำนวนที่ 7 ด้วยในคดีหมายเลขดำ อท.281/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพนม อดีต ผอ.พศ. , นายบุญเลิศอดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง , นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา , นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ , ทำ , จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต , เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 147,157,162 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
โดย อัยการ โจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.61 พฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 25 มิ.ย.56 จำเลยที่ 1-4 ได้ร่วมกันขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ต่อนายนพรัตน์ ผอ.พศ.ในขณะนั้น ให้สนับสนุนงบประมาณแก่สำนักเรียนที่มีความพร้อมด้านการบริหารจัดการจำนวน 15 ล้านบาท โดยให้แก่วัดบางอ้อยช้าง 5 ล้านบาท , วันที่ 26 ก.ค.56 ขออนุมัติงบประมาณอีก 8 ล้านบาท แบ่งจ่ายให้แก่วัดใหม่ผดุงเขต 2.5 ล้านบาท กับวัดศรีเรืองบุญ 3 ล้านบาท แล้วพวกจำเลยให้เจ้าอาวาสวัดคืนเงินให้กับจำเลยที่ 2 ไปจำนวน 4 ล้านบาท , 2 ล้านบาทและ 2.4 ล้านบาทตามลำดับ จากนั้นวันที่ 6 ส.ค.56 พวกจำเลยยังเบิกจ่ายงบประมาณอีก 9 ล้านบาท มอบให้แก่วัดศรีเรืองบุญ , วัดใหม่ผดุงเขต , วัดบางอ้อยช้างวัดละ 2 ล้านบาท ก่อนที่จำเลยที่ 2 มาขอรับเงินคืนไปวัดละ 1.6 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ก.ย.56 พวกจำเลยยังเบิกจ่ายงบประมาณอีกจำนวน 20 ล้านบาท ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง 6 ล้านบาท , วัดศรีเรืองบุญ กับวัดใหม่ผดุงเขตแห่งละ 3 ล้านบาท จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้มาขอรับเงินคืนไปจากวัดบางอ้อยช้างจำนวน 4.8 ล้านบาท , วัดศรีเรืองบุญ กับวัดใหม่ผดุงเขตแห่งละ 2.4 ล้านบาท ซึ่งการเบิกจ่ายงบประมาณนั้นจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าวัดทั้ง 3 แห่ง ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในสังกัดหรือตั้งอยู่ที่จะมีสิทธิได้รับเงิน แล้วจำเลยที่ 1-4 กับ นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. ได้เบียดบังเงินงบประมาณไปโดยทุจริต เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตนสร้างความเสียหาย แก่สำนักงาน พศ. ซึ่งจำเลยที่ 1-4 ให้การปฏิเสธ พร้อมสืบพยานต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดีทั้งหมดถูกคุมขังในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงกลาง