สุวัจน์ แนะรัฐบาล ใช้ 3 จุดแข็ง ฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ
18 พ.ค. 2563 | nathaorn

สุวัจน์ แนะรัฐบาล พลิกวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส ชูจุดแข็ง 3 ประการ ระบบสาธารณสุข-การท่องเที่ยว-แหล่งผลิตอาหารของโลก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดผ่านพ้นไป
ข่าว
18 พ.ค. 2563 | nathaorn

สุวัจน์ แนะรัฐบาล พลิกวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส ชูจุดแข็ง 3 ประการ ระบบสาธารณสุข-การท่องเที่ยว-แหล่งผลิตอาหารของโลก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดผ่านพ้นไป
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงสถานการณ์การควบคุมโรคโควิด-19 ของรัฐบาลขณะนี้ว่า ประเทศไทยสามารถควบคุมบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดได้ดี เมื่อเทียบกับต่างประเทศ
โดยประเทศไทยมีสถิติควบคุมผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการไป ไม่ว่าจะเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เคอร์ฟิว หรือมาตรการล็อกดาวน์ ได้รับความร่วมมือจากประชาชน
นายสุวัจน์ กล่าวต่อไปว่า ในอดีตเรามีวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997 (พ.ศ.2540) ถือเป็นวิกฤติระดับบนที่เกิดขึ้นกับสถาบันทางการเงิน ธนาคาร รวมไปถึงตลาดหุ้น แต่พอหลังจากวิกฤติ ได้จัดการกับระบบสถาบันทางการเงิน กำหนดสัดส่วนในการปล่อยกู้ยืม เพิ่มทุน มาสร้างกองทุนจนทำให้ภาคการเงินกลับมาเข้มแข็งขึ้น
ปัจจุบันเกิดวิกฤติโควิด-19 แม้จะมีผลกระทบเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย แต่สถาบันทางการเงิน ธนาคารยังเข้มแข็ง อยู่ได้ไม่มีผลกระทบ ที่สำคัญยังสามารถดำเนินนโยบายตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อยู่
จากโรคนี้ ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกระดับ ได้รับผลกระทบทั้งหมด จากช่วงแรกประเมินว่าภาคการท่องเที่ยว สายการบิน จะทรุดหนัก แต่กลับไม่ใช่ แม้แต่ภาคเกษตรเองยังได้รับผลกระทบ ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหา และแก้ปัญหาโควิดได้ยากขึ้นเพราะเหมือนกันทั้งโลก
นายสุวัจน์ กล่าวต่ออีกว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ได้แบ่งเป็น 3 เฟสเฟสแรก ออก พ.ร.ก.วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท แก้ปัญหาสุขภาพประชาชน และแก้ปัญหาปากท้อง มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรับซื้อตราสารหนี้ มีการปล่อยซอฟต์โลน เกือบ 9 แสนล้านบาท และนำเงิน 6 แสนบาท จากพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท มาเยียวยาผู้ว่างงานกว่า 16 ล้านคน ในโครงการ "เราไม่ทิ้งกัน" เดือนละ 5,000 บาท 3 เดือน ช่วยเหลือเกษตรกร ครอบครัวละ 15,000 บาท ถึง 9-10 ล้านครอบครัว และประกันสังคมอีก 12 ล้านคน รวมประมาณ 38 ล้านคนปัจจุบันเข้าสู่เฟสที่ 2 จากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศเริ่มเบาบางลงอยุ่ในระดับที่ควบคุมได้ดี เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยเริ่มคลายล็อก มีการผ่อนผันให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อ "คลายล็อก" แล้ว ผู้ติดเชื้อระลอก 2 ต้องไม่เกิดขึ้น และสามารถกอบกู้เศรษฐกิจได้ หากไม่ฟื้นฟูตั้งแต่ตอนนี้อาจจะเสียหายหนักกว่านี้สำหรับเฟสที่ 3 ถือว่าสำคัญมากในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาต่างประเทศเป็นหลัก จึงมีจุดที่ต้องกังวลใจจากกำลังซื้อจากภายนอกที่หายไป ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าไทยใช้เงินไป 1.9 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 12% ของจีดีพีกับมาตรการต่างๆ ทางการเงินในการแก้ไขปัญหาโควิด ใช้เงินประมาณอีก 9% ของมาตรการทางคลัง รวมแล้วเกือบ 2-3 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นหนี้เพื่อกบกู้จีดีพี แต่ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ต้องเพิ่มเพดานเงินกู้ อาจจะถึง 60% แล้ว
นอกจากนี้ นายสุวัจน์ ยังเสนอแนวคิดกอบกู้เศรษฐกิจ ว่า ระยะที่สองจะมีความลำบากมากขึ้น เนื่องจากหากนำเงินกู้เงินจากรัฐมาใช้อีก อาจทำให้เพดานหนี้สูงขึ้น และต้องอาศัยภาคเอกชน ต้องให้เอกชนมาช่วยลงทุนแทนรัฐในเรื่องอื่นๆการวางโครงสร้างพื้นฐาน หรือสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องมีการทบทวน
นายสุวัจน์ เปิดเผยถึงผลพลอยได้ที่ไทยจะได้จากวิกฤตครั้งนี้ มีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่
1. ประเทศไทยรักษาระดับผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตต่ำมาก จนมีเสียงชื่มชมจากคนต่างประเทศ เป็นมุมมองใหม่ๆ ที่เขาเห็นว่า ไทยเป็นเมืองสุขภาพ เป็นเมืองที่มีระบบสาธารณสุขที่ดี สามารถขยายผลเป็นจุดขายทางเศรษฐกิจได้
2. การท่องเที่ยว แม้เศรษฐกิจถดถอย แต่ท่องเที่ยวยังบวกอยู่ ดังนั้น เมื่อหมดโควิด เศรษฐกิจฟื้นตัว การเดินทางการท่องเที่ยวจะต้องกลับมา แต่ต้องเพิ่มจุดขายใหม่ ใช้จุดแข็งด้านสาธารณสุขเป็นตัวนำแทน เนื่องจากนักท่องเที่ยวคำนึงถึงความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่มาแล้วไม่ถูกวิ่งราว ไม่ถูกปล้น หรือทําร้ายร่างกายอีกแล้ว แต่หมายถึง ความสะอาดปลอดภัยจากโรคระบาดด้วย
3. อาหาร เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จจากวิกฤตครั้งนี้ สะท้อนว่าประเทศไทยยังสมบูรณ์ และอาหารเป็นสินค้าประเภทเดียวเท่านั้น ที่มียอดการส่งออกเพิ่ม เมื่อประเทศไทยเป็นมหาอํานาจภาคการผลิต ด้านการเกษตร เป็นชาติที่เป็นศูนย์กลางอาหารของโลกอยู่แล้ว ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาแปรรูปอาหาร ผลิตอาหาร ทำให้เป็นจุดขายเพิ่มเติม