ทั้งนี้ สุทธวรรณ ย้ำว่า ไม่ได้ต่อต้านหรือบอกว่าไม่ควรเรียนแบบออนไลน์ แต่การเรียนออนไลน์ควรเป็นแค่ทางเลือกหรือทางออกสำรองในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่มีระดับต่ำมาก มีการติดเชื้อในระดับหลักหน่วยต่อเนื่องกันมากว่าครึ่งเดือนและมีการติดเชื้อเป็น 0 ในบางวัน จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลลดต่ำลงเรื่อยๆและมีอัตราการรักษาหายสูง ดังนั้น การเปิดเรียนในโรงเรียนจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้และจะสามารถช่วยอุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อีกระดับด้วย "โรงเรียน คือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กจำนวนมาก ประเทศไทยยังมีเด็กที่อยู่ในกลุ่มยากจนพิเศษที่เสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาประมาณ 711,536 คน มากกว่า 200,000 คน เป็นเด็กที่อยู่ในครัวเรือนที่ยากจนที่สุด อาหารมื้อหลักของเด็กเหล่านี้ก็คือ อาหารกลางวันที่โรงเรียน จึงยิ่งเสี่ยงมากที่เด็กกลุ่มนี้จะขาดแคลนอาหารหากไม่ได้ไปโรงเรียน ปัจจุบันประเมินกันว่าประเทศไทยมีนักเรียนยากจนพิเศษ ที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการมากกว่า 20,000 คน หากปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียน ก็อาจจะทำให้เด็กที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการเพิ่มมากขึ้น".สุทธวรรณ ยังกล่าวถึงอีกปัญหาหนึ่งของการศึกษาว่า ปัจจุบันมีเด็กไทยอย่างน้อย 3 ล้านคน อยู่ในสภาวะครอบครัวแหว่งกลาง คือ ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ โดยต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย เนื่องจากพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น (ภาคอีสาน 40% ภาคเหนือ 30%) สำหรับในสังคมเมือง มีหลายครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานเพื่อหารายได้สองทาง ไม่อาจจะที่จะสอนลูกที่บ้านได้ จากบริบทที่กล่าวมา ภายใต้สังคมที่เหลื่อมล้ำสูง โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ทำให้พ่อแม่ได้ออกไปประกอบสัมมาอาชีพได้ และบริบทเหล่านี้ตอกย้ำว่าพวกเขาไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ ส่วนการเรียนทางไกลก็เป็นการเรียนรู้ทางเดียว ไม่อาจบอกได้ว่านั่นจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีสำหรับทางออกและข้อเสนอ สุทธวรรณ ชี้ว่า ควรเปิดโรงเรียนเป็นทางเลือกหลัก และเชื่อว่าในวันที่ 1 มิ.ย. จะสามารถเปิดเรียนได้ หากตั้งใจจริงและทำตามมาตรการ 12 ข้อ ของพรรคก้าวไกล ดังนี้