เนชั่นทีวี

ข่าว

ครม.วางกรอบใช้งบ 4 แสนล้านฟื้นฟูเศรษฐกิจ

13 พ.ค. 2563 | rattana

ครม.วางกรอบใช้งบ 4 แสนล้านฟื้นฟูเศรษฐกิจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาเรื่อง พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินฯโดยในส่วนของกรอบการใช้เงินฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่าส่วนนี้เป็นวงเงินที่จะนำไปสร้าง และกระตุ้นทางเศรษฐกิจ เพื่อทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่ในเวลานี้กลับมาฟื้นตัวได้บ้าง จากนั้นจะต้องใช้งบประมาณประจำปี 2564-2565 เป็นแรงหนุนส่งให้เศรษฐกิจให้ดีขึ้นในช่วง 2 ปีหลังจากนี้

ขณะที่ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.พิจารณากรอบการใช้เงิน 4 แสนล้านบาท พิจารณาจากสถานการณ์ภายนอกและภายในประเทศ ทำให้ไทยหันมาเน้นสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในประเทศ จากเดิมที่เราให้ความสำคัญเน้นการส่งออกสร้างการเติบโตในประเทศ เน้นการท่องเที่ยวสร้างรายได้ แต่หลังจากเหตุการณ์โควิด เราได้ถอดบทเรียน และ ครม. ได้อนุมัติแนวทางการดำเนินการใช้เงินกู้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะพยายามสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน โดยเน้น 2 เรื่องหลัก คือ 1.สร้างความเข้มแข็งอนาคตของประเทศ จากสถานการณ์โควิด เน้นเรื่องการสร้างความได้เปรียบเกี่ยวกับเกษตรแปรรูปและเรื่องอาหาร 2.สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
รัฐบาลจะใช้เงินก้อนนี้ ทำให้เกิดเกษตรสมัยใหม่ และเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ รักษาธรรมชาติ นอกจากนั้นอีกจุดที่สำคัญคือให้ความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก เรามองว่าแรงงานส่วนหนึ่งจะกลับภูมิลำเนา จึงจำเป็นต้องมีการสร้างงานรองรับ จึงต้องใช้เงินกู้สร้างเศรษฐกิจชุมชุน เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจเพื่อชุมชน รองรับแรงงานกลับเข้าสู่ภูมิลำเนาต่อไป
นายทศพร กล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน ไม่เน้นเชิงปริมาณ และจะไม่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต แต่จะเน้นความมั่นคงยั่งยืนของประเทศทำให้ทุกคนสามารถยืนได้ด้วยความมั่นคง เพราะเรามองภาพชีวิตวิถีใหม่ หรือ new normal ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เราต้องทำให้เศรษฐกิจไทยยืนอยู่ได้ในอนาคต การใช้เงินกู้จึงต้องคุยกันว่า จะต้องเป็นหัวเชื้อในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการพัฒนาประเทศ 
ทั้งนี้คาดการณ์ว่า เงินกู้จะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในเดือน ก.ค. หรือช่วงไตรมาส 3 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องไปถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564-2565 เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป และเงินกู้จะรองรับสถานการณ์ภัยแล้งต่างๆเกิดขึ้นได้อีกด้วย เพราะจะมีงบลงภาคการเกษตร ช่วยแหล่งน้ำชุมชนต่างๆ
"กรอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมดหมด เราจะเลือกเฉพาะโครงการสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ สำคัญที่สุดคือการใช้จ่ายเงินต้องเน้นความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในระบบออนไลน์ ข้อมูลต่างๆ ก็จะลงสู่ในเว็บไซต์ มีผู้ตรวจราชการ มีผู้ตรวจภาคประชาชน นิสิต นักศึกษา ช่วยกันทำงานในพื้นที่ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา ดูแลให้เกิดความโปร่งใส เราอยากให้เห็นการพัฒนาประเทศโฉมใหม่ ที่ทุกภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป" นายทศพร กล่าว
สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินงานภายใต้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ ครม.เห็นชอบหลังจากที่ ครม.เห็นชอบกรอบการอนุมัติงบประมาณแล้วจะมีการจัดทำ Project planning workshop ร่วมกับหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของโครงการ จากนั้นหน่วยงานจะเสนอโครงการมายังคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการพิจารณาภายใน 10 วันตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มิ.ย.และเสนอให้ ครม.พิจารณาโครงการได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3ของเดือน มิ.ย.ไปจนถึงสิ้นสุดในปีงบประมาณ 2563 ในเดือน ก.ย. ทำให้จะมีโครงการที่ทยอยอนุมัติและมีเม็ดเงินลงในระบบเศรษฐกิจได้ภายในปีงบประมาณนี้ 
สำหรับหลักการที่กำหนดเป็นกรอบในการใช้เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาทที่จะเสนอโครงการ โดยสภาพัฒน์ระบุว่าการฟื้นฟูเศรษกิจและสังคมของประเทศในด้านต่างๆจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและข้อจำกัดของทางเลือกในการพื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศควรกำหนดหลักการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะต่อไป โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูและสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญต่อสาขาเศรษฐกิจของประเทศที่ยังคงมีความได้เปรียบและมีโอกาสที่จะสร้งการเติบโตให้กับประเทศในช่วงหลังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 219 เช่น เกษตรอัจฉริยะ เกษตรมูลค่าสูง เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร Bio- Economy การท่องเที่ยวที่นั้นคุณภาพและความยั่งยืน อุตสาหกรรมการให้บริการ (Hospitality Industry)
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งให้ความสำคัญต่อกิจกรรมและธุรกิจชุมชนที่มีศักยภาพและโอกาส
รวมทั้งมุ่งเน้นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการสร้งงานและสร้างอาชีพสามารถรองรับแรงงานส่วนเกินที่อพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน มุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทั้งในต้นกำลังคน แผนงานโครงการและการลงทุน เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในพื้นที่และภคส่วนอื่นๆในสังคม เช่น ภาคเอกชน มูลนิธิและภาควิชาการ
ส่วนแนวทางการดำเนินการการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดฯ  จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดในแต่ละช่วงเวลา โดยมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ 1.ขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน
2.สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศให้สามารถรองรับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป อาทิ การสร้างความมั่นคง ทางอาหาร เวชภัณฑ์ พลังงาน ดิจิทัล ระบบโลจิสติกส์ 3.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและนักท่องเที่ยวต่งประเทศใน เชิงปริมาณไปสู่การผลิตสินค้และบริการที่มีมูลค่เพิ่มขึ้นและการห่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากขึ้น 4) สร้างระบบการเรียนรู้สำหรับประชาชนในการพัฒนา/ปรับเปลี่ยนทักษะ ให้สอดรับกับความต้องการ

ข่าวล่าสุด