สำหรับไทย จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) และกระทรวงศึกษาธิการ EIC ประเมินว่า การประกาศมาตรการดังกล่าวส่งผลให้มีประชาชนไทยที่ต้องอยู่บ้านในช่วงกลางวันของวันธรรมดาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน
จากจำนวนคนที่อยู่บ้านเพิ่มขึ้นในไทยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ data traffic ได้แก่
1.การใช้อินเทอร์เน็ตกระจายตัวในเขตที่พักอาศัยมากขึ้น
2.การใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เปลี่ยนจากช่วงเย็นหลังเลิกงานเป็นช่วงกลางวัน
และ 3.ปริมาณการใช้งานข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ (mobile broadband) พุ่งสูงขึ้นกว่า 17%MOM ขณะที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตประจำที่ (fixed broadband) เพิ่มขึ้นราว 20%MOM ในมีนาคม 2020
ดังนั้น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้ง mobile broadband และ fixed broadband ควรจะต้องเตรียมความพร้อมออกมาตรการในด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและการบริหารระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมจากการปรับขยายขีดความสามารถในการรับส่งสัญญาณที่ผู้ให้บริการได้ดำเนินการไปแล้วเพื่อรองรับการใช้งานข้อมูลที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤต COVID-19 เช่น การขยายช่องสัญญาณในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น การเพิ่มอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ และการเดินหน้าขยายโครงข่าย 5G และระบบสายใยแก้วนำแสง (FTTX)
ถึงแม้ว่าภาครัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนในด้านการรับบริการอินเทอร์เน็ตได้ทันต่อสถานการณ์ แต่อาจต้องพิจารณามาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการใช้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงและช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น 1.การให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบ wi-fi สาธารณะ 2.การผ่อนผันการชำระค่าบริการอินเทอร์เน็ต และ 3.การรวบรวมสื่อออนไลน์ทั้งหนังสือพิมพ์และแพลตฟอร์มสื่อการเรียนการสอนEIC มองว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนไปในช่วงสถานการณ์ COVID-19 จะกระตุ้นให้แอปพลิเคชันการสื่อสาร เช่น การประชุมออนไลน์ แพลตฟอร์มเพื่อการบันเทิง รวมถึงการให้บริการออนไลน์ เช่น internet banking, food delivery ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มสร้างพฤติกรรมใหม่ของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคต อีกทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสารที่มากขึ้นขององค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระตุ้นให้ไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตควรมีการยกระดับการให้บริการสู่การเป็นดิจิทัลโซลูชัน เช่น การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กับพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบครบวงจร
ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบัน หลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างทยอยออกนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (work from home) รวมถึงการปิดสถานศึกษาเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและลดการแพร่กระจายเชื้อในที่สาธารณะ นโยบายดังกล่าวถือเป็นแนวทางปฎิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมในเชิงกายภาพ (social distancing) ที่รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกนำไปใช้เพื่อควบคุมอัตราการแพร่กระจายของโรค ซึ่งแต่ละประเทศมีมาตรการ social distancing ที่เข้มงวดต่างกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังเผชิญตั้งแต่การปิดสถานที่เสี่ยง, การห้ามประชาชนออกจากเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด (curfew), การปิดพรมแดน, การปิดเมืองจนถึงมาตรการปิดประเทศ (lockdown) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายพื้นที่ของโลกอย่างรวดเร็วทำให้รัฐบาลกว่า 100 ประเทศประกาศใช้มาตรการปิดประเทศหรือประกาศปิดเมืองที่มีความเสี่ยงเป็นการชั่วคราวเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เช่น รัฐบาลอิตาลีได้ยกระดับมาตรการ social distancing โดยการประกาศปิดประเทศ (lockdown) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2020 หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมแตะ 9 พันคนและจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 100 รายภายในวันเดียว โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประเมินว่า การประกาศมาตรการ lockdown ในหลายประเทศทั่วโลกส่งผลให้ประชากรกว่า 1 ใน 3 ของโลก หรือราว 3 พันล้านคนต้องกักตัวอยู่บ้าน ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินของ Agence France-presse (AFP) สำนักข่าวรายใหญ่ในยุโรป
สำหรับไทย มาตรการ social distancing ได้ถูกนำมาใช้ด้วยเช่นกัน โดยในวันที่ 26 มีนาคม รัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก ฉุกเฉิน ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่เสี่ยงรวมถึงการปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรคตามที่ได้กำหนดไว้ เช่น สนามแข่งขันกีฬา สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน ห้างสรรพสินค้า และเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ยกระดับความเข้มงวดขึ้นอีกขั้นโดยการประกาศห้ามประชาชนออกนอกบ้านระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. (curfew) ส่งผลให้หลายองค์กรทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศเริ่มทยอยออกนโยบาย work from home ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกที่พักอาศัย โดยจากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) พบว่า จำนวนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ลงทะเบียนขอใช้งานแพลตฟอร์ม work from home ของกระทรวง DES ในการปฎิบัติงานที่บ้านพักราว 7 แสนคนจาก 865 หน่วยงาน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2020)