เนชั่นทีวี

ข่าว

ส.ส. พปชร. จี้ต้องใช้ยาแรงแก้ปัญหาการถูกล่วงละเมิด

11 พ.ค. 2563 | thongthai_raw

ส.ส. พปชร. จี้ต้องใช้ยาแรงแก้ปัญหาการถูกล่วงละเมิด

"ส.ส.พัชรินทร์-กานต์กนิษฐ์" พลังประชารัฐ แท็กทีมผู้เชี่ยวชาญสายอาชญาวิทยา ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการถูกล่วงละเมิด ผ่าน กมธ.แก้ไขปัญหาข่มขืนฯ จี้ ต้องใช้ยาแรงแก้ปัญหา

(11 พฤษภาคม 2563) น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงเหตุการณ์ 5 ครูและ 2 ศิษย์เก่าโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดมุกดาหาร ข่มขืนเด็กนักเรียนวัย 14 ปี ว่า กมธ.พร้อมผลักดันแนวทางต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยส่วนตัวเป็นผู้เสนอญัตติในการตั้ง กมธ. พิจารณาเรื่องปัญหาข่มขืนฯ เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์น่าสะเทือนขวัญมาตลอดและหลากหลายรูปแบบ น.ส.พัชรินทร์ กล่าวต่อว่า ขออย่ารอให้มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดอีก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับผู้กถูกกระทำ ที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ และก่อให้เกิดเป็นตราบาปอย่างถาวรแก่เหยื่อผู้ถูกกระทำ ส่วนตัวเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และพร้อมผลักดันอย่างเต็มที่ในการหาแนวทางให้สังคมมีความปลอดภัย ซึ่งผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรม มีระบบรองรับที่ดี รวมถึงการเยียวยาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มีกระบวนการบำบัดฟื้นฟู แก้ไขติดตามนักโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้กลับมากระทำความผิดซ้ำอีก หรือสร้างความหวาดผวาให้กับสังคม 

ส.ส. พปชร. จี้ต้องใช้ยาแรงแก้ปัญหาการถูกล่วงละเมิด


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะศึกษาระบบแนวทางของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบของการดูแลผู้ถูกกระทำ และการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขัง รวมถึงติดตามผู้กระทำผิดเมื่อพ้นโทษ แต่ก็ต้องศึกษาถึงความเหมาะสมของบริบทสังคมไทยด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องศึกษาให้รอบด้าน 
"สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก คือ การศึกษาของกมธ.นี้ต้องสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นตัวกฎหมาย ควรมีความสอดคล้องเมื่อนำไปปฏิบัติ แนวทางต่างๆ มีความเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยด้วย หวังว่ากมธ.นี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อน เพื่อที่จะสามารถช่วยลดปัญหาอาชญากรรมประเภทนี้" นางสาวพัชรินทร์ กล่าว

ส.ส. พปชร. จี้ต้องใช้ยาแรงแก้ปัญหาการถูกล่วงละเมิด


ขณะที่ น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการหาแนวทางให้ประชาชนรู้จักวิธีป้องกันตัวเอง และหากเกิดเหตุการณ์ถูกล่วงละเมิด ไม่ว่าจะหนักหรือเบา ต้องกล้านำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านี้ไปกระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้น ต้องศึกษาพิจารณาในด้านของกระบวนการยุติธรรมด้วยว่ามีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ ที่จะรองรับเหยื่อและพยาน เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน

ด้านรศ.ดร.สุณีย์กัลยะจิตร นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา หนึ่งในกมธ. กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนให้นำรูปแบบการติดตามตัวของผู้กระทำผิดของต่างประเทศ มาปรับใช้กับนักโทษคดีข่มขืน อีกทั้งเห็นควรว่า ต้องใช้ยาแรงในการจัดการกับผู้กระทำผิดในเคสเช่นนี้ ซึ่งผู้กระทำผิดคดีทางเพศนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น สังคมไทยต้องแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง เร่งด่วน การใช้ยาแรงในการแก้ไขที่จะปรับเปลี่ยนได้จริงจัง ยิ่งผู้กระทำผิด คือ พ่อพิมพ์ของชาติ ยิ่งต้องได้รับผลที่รวดเร็ว รุนแรง และแน่นอน
สำหรับนักโทษคดีข่มขืนของแต่ละประเทศ มีแนวทางการป้องกันและแก้ไขที่แตกต่างกัน หลายๆประเทศมีสถิติการข่มขืนสูงต้องกลับมาพิจารณาแนวทางลงโทษว่า เป็นการลงโทษแบบบำบัดแก้ไข หรือลงโทษแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เน้นวิธีการที่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนเพื่อป้องกันกันการก่อเหตุซ้ำ ทำให้แนวทางการจัดการคดีล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนทั่วโลก มีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ถึงเวลาของประเทศไทยหรือไม่ ที่จะต้องการเครื่องมือใหม่ๆ สามารถนำมาแก้ไขปรับปรุงผู้กระทำผิดคดีทางเพศกับประเทศไทยได้
"การใช้ยาแรงแก้ไข เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ที่ฉีดยาทำให้อวัยวะเพศฝ่อ ไม่ตื่นตัว หรือการใช้กฎหมายที่ลงโทษสูงสุด ไม่มีการลดโทษใดๆ ประหารชีวิตเท่านั้น เช่นเดียวกับ ประเทศอินเดีย,อัฟกานิสถาน,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์,เกาหลีเหนือ,จีน และการป้องกันการกระทำผิดคดีทางเพศซ้ำโดยใช้ระบบการลงทะเบียนผู้กระทำผิดคดีทางเพศมาใช้ อย่าง สหรัฐอเมริกา,สหราชอาณาจักร,ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์ ต้องย้อนกลับมาพิจารณาสังคมไทยจะพิทักษ์รักษาสิทธิของใครเป็นสำคัญส่วน"รศ.ดร.สุณีย์กล่าว

พ.ต.ท.ผศ.ดร.ศิพร โกวิท อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และกมธ. ระบุว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า กฎหมายกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และยังระวางโทษหนักขึ้นได้อีก หากกรณีเป็นการกระทำแก่บุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล เช่น บุตร ลูกศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล กฎหมายไม่ได้อ่อนไป โทษตามกฎหมายนั้นเป็นโทษขั้นสูงที่สุดแล้ว แต่คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การข่มขืนกระทำชำเรา พ่อข่มขืนลูก ครูข่มขืนลูกศิษย์ ยังคงเกิดขึ้นอยู่ไม่ลดน้อยหายไปจากสังคมไทย จึงเป็นข้อสังเกตว่า ไม่ใช่เพราะกฎหมายอ่อนไป หรือโทษไม่น่าเกรงกลัว แต่เป็นเพราะผู้กระทำความผิดขาดความยับยั้งเกรงกลัว
"แม้รู้ว่าสิ่งที่กระทำเป็นความผิด แต่ขณะลงมือกระทำความผิด ผู้กระทำเองก็ไม่คิดว่าจะถูกจับกุมดำเนินคดี การแก้ไขกฎหมายเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา หากต้องแก้ไขทั้งกระบวนการ ตั้งแต่กฎหมาย การดำเนินคดี การลงโทษที่เหมาะสม การเยียวยาฟื้นฟู ตลอดไปจนถึงการป้องกันสังคม ป้องกันมิให้เกิดช่องโอกาสในการกระทำความผิด"พ.ต.ท.ผศ.ดร.ศิพรกล่าว

ข่าวล่าสุด