แต่ไม่ว่าประชาชนจะอยากให้รัฐให้ความสำคัญกับสุขภาพหรือเศรษฐกิจก็ตาม อีกหนึ่งคำถามสำคัญก็คือ แล้วตอนนี้ประชาชนเชื่อมั่นและพอใจในการทำงานของรัฐบาลประเทศตัวเองแค่ไหน? โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตแบบนี้
ปรากฏว่า คะแนนความเชื่อมั่นเฉลี่ยจากทั้ง 11 ประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือนมกราคมถึง 11 จุด มาอยู่ที่ 65% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ โดยหากดูรายประเทศจะพบว่า จีนเป็นประเทศที่ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาลมากที่สุดถึง 95% (+5 จุด) ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวซึ่งสวนทางกับประเทศอื่นๆ โดยประชาชนไว้วางใจรัฐบาลน้อยลงเหลือแค่ 38% เท่านั้น (-5 จุด) นอกจากนี้ยังมีถึง 6 ประเทศที่คะแนนความเชื่อมั่นรัฐบาลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นเลข 2 หลัก คือมากกว่า 10 จุดขึ้นไป โดยเฉพาะอังกฤษที่พุ่งขึ้นถึง 24 จุด
แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่า แม้แนวโน้มความเชื่อมั่นรัฐบาลแทบทุกประเทศเป็นขาขึ้น แต่หลายประเทศขนาดปรับขึ้นมาแล้วก็ยังต่ำจนยังคงอยู่ในระดับ "ไม่เชื่อมั่น" เช่น สหรัฐฯ เดิมอยู่ที่ 39% ขึ้นมา 9 จุดเป็น 48% ซึ่งถือว่าอยู่ในข่าย "ไม่เชื่อมั่น" หรือฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นถึง 13 จุด แต่ความเชื่อมั่นก็ยังอยู่ที่ 48% เท่านั้น และคำว่ารัฐบาลในที่นี้มีความหมายรวมไปถึงหน่วยงานและบุคลากรด้านสาธารณสุขที่เป็นแนวหน้ารับมือการระบาดด้วย ไม่ใช่แค่ตัวผู้นำประเทศเท่านั้น
ผู้บริหารของบริษัทที่ทำแบบสำรวจนี้บอกว่า ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต ประชาชนได้หันมาตั้งความหวังในรัฐบาลมากขึ้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้จึงถือเป็นโอกาสที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะได้โชว์ภาวะผู้นำ แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ในการเป็นศูนย์กลางร่วมมือกับทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อกอบกู้สถานการณ์ ควบคุมการระบาด และฟื้นคืนเศรษฐกิจให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ให้สมกับที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ