นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับคุณวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน คุณจินตนา ศิริสันธนะ เลขาธิการ และนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร ณ ห้องประชุม 1 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ชั้น 32 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.30-12.00 น. ระบุการส่งออกเดือนมีนาคม 2563 มีมูลค่า 22,405 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 4.17% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ ล้านบาท 693,353 ขยายตัว 4.21% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ในขณะที่ การนำเข้าในเดือนมีนาคม 2563 มีมูลค่า 20,813 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 7.25% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 653,096 ล้านบาท ขยายตัว 7.32% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้ เดือนมีนาคม 2563 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 1,592 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 40,257 ล้านบาท (เมื่อหักทองคำ น้ำมันและอาวุธยุทธปัจจัย เดือนมีนาคม การส่งออกขยายตัวร้อยละ 2.12) ขณะที่ภาพรวมช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2563 (Q1/2563) ไทยส่งออกรวมมูลค่า 62,672 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 0.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 1,903,157 ล้านบาท หดตัว -2.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค.- มี.ค. 2563 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 3,934 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 94,466 ล้านบาท (เมื่อหักทองคำและน้ำมันน้ำมันและอาวุธยุทธปัจจัย เดือน ม.ค. มี.ค. การส่งออกขยายตัวร้อยละ 1.06)
การส่งออกในเดือนมีนาคม กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวที่ -1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) โดย สินค้าที่ขยายตัวได้ดีอยู่ คือ น้ำตาลทราย ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง แต่สินค้ากลุ่มที่หดตัวคือ ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ขณะที่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวที่ 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) โดย กลุ่มสินค้าที่มีการขยายตัว ได้แก่ ทองคำ อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยานพาหนะอื่นๆ และส่วนประกอบ ขณะที่สินค้ากลุ่มที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำ แผงวงจรไฟฟ้า
ทั้งนี้ สรท.คงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 อาจหดตัว -8% บนสมมติฐานค่าเงิน 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 = 32.509 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (โดยอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.33 33.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ) ทั้งนี้ สภาผู้ส่งออกฯ คงสมมติฐานค่าเงินบาทปี 2563 อยู่ที่ 30.5 ( 0.5) บาทต่อเหรียญ โดยมีปัจจัยบวกสำคัญ ได้แก่ 1) การผ่อนปรนมาตรการ lockdown ในประเทศไทย สำหรับบางสถานประกอบการ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจสามารถเริ่มกลับมาประกอบการและทำการผลิตได้ตามปกติ อาทิ ในส่วนของห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เป็นต้น 2) สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป เวชภัณฑ์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และทองคำ ได้รับอานิสงค์ต่อเนื่องจากผลการแพร่ระบาดโควิด จากนโยบาย Lockdown / Work from home ความต้องการสินค้าอาหารแปรรูปและผัก ผลไม้จากไทย และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงทองคำที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 63 ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่
1) เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด 19 จากตัวเลข GDP ในช่วง Q1/2563 อาทิ China -6.8% USA -4.8% Europe -3.8% ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทยกระทบเป็นลูกโซ่กลับมายังเศรษฐกิจไทย ในระยะต่อจากนี้อาจมีปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อของทุกๆ ประเทศทั่วโลกทยอยปรับลดลงอีกต่อเนื่อง
2) ผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด19 โดยเฉพาะ Logistic disruption อาทิ ทางอากาศ - ขยายเวลาห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทางการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการ ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เวลา 23.59 น. อาจทำให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกต้องแบกรับอัตราค่าระวางที่ปรับตัวขึ้นสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับความล่าช้าในการนำสินค้าออกจากท่าอากาศยาน อันเนื่องมาจากขั้นตอนที่ล่าช้าและจำนวนพนักงานที่ลดลง ทางบก ด่านที่เป็นจุดผ่านแดนระหว่างประเทศ เช่น สินค้าผลไม้จากไทยผ่านเวียดนามเข้าสู่จีนที่ด่านโหย่วอี้กวน สภาพการจราจรบริเวณด่านโหย่วอี้กวนแออัดถึงขั้นวิกฤต มีรถติดสะสมยาวหลายกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลไม้ไทย อยู่ระหว่างเตรียมเปิดด่านตงชิงเพิ่มเติม ขณะที่ด่านถาวรที่เริ่มเปิดให้บริการขนส่งสินค้าตามปกติแล้วรวมถึงด่านที่ภาคใต้เริ่มทำความเข้าใจกันได้ทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเงื่อนไขในเรื่องของการเปลี่ยนถ่ายสินค้าในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ จึงทำให้การขนส่งสินค้ายังไม่สะดวกและเกิดความล่าช้าสะสม ทางเรือ การทำ Blank sailing ของเรือในหลายเส้นทาง ทำให้จำนวนเที่ยวเรือลดลง ทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงมาตรการ Work from home และ Social Distancing ทำให้สายเรือต้องนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา support ส่งผลให้เกิดปัญหาแก่สายเรือขนาดเล็กที่ต้องที่จัดการวางระบบใหม่ จึงมีผลความคล่องของพนักงานบริการและลูกค้าในกระบวนการส่งออกสินค้า
3) ค่าเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่า จากการเริ่มผ่อนคลายมาตรการทางการเงินในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่มากขึ้น ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงเกินดุลในระดับสูง และความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว
4) ราคาน้ำมันที่ความผันผวนอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างอุปสงค์การใช้ม้ำมันที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะที่ปริมาณอุปทานของน้ำมันกลับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะโรงกลั่นในสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่กลุ่ม OPCE และพันธมิตร ตกลงที่จะปรับลดกำลังการผลิต 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้
ข้อเสนอแนะ EXIT Strategies: Post COVID-19 ของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
สรท. ได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อเร่งดำเนินการภายหลัง Post COVID-19 ประกอบด้วย 1) ข้อเสนอแนะด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ อาทิ 1.1) ด้านเศรษฐกิจ และการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ อาทิ 1) ฟื้นฟูด้านการเงินผ่านเงินกู้เพื่อ SMEs และผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดใหญ่ พร้อมทั้งรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ระหว่าง 32.50-34.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ 2) มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น "ครัวโลก" (Kitchen of the world) และส่งเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกร อาทิ
(1) ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับ Food security และ Food safety ตลอดทั้งกระบวนการผลิต (Farm to Fork)
(2) ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูลกับซัพพลายเชนทั้งระบบ อาทิ Smart Farming, Big Data Crop เพื่อบริหารจัดการการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิต และวางแผนโลจิสติกส์สำหรับกระจายสินค้าได้อย่างเหมาะสม
(3) ส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์ Cold Storage และ Distribution Center ทั่วประเทศให้มีเพียงพอและสามารถจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตรสำหรับจำหน่ายนอกฤดูกาล เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาและข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาล
(4) ส่งเสริมการตลาดและโลจิสติกส์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรผ่าน e-Commerce และ National Digital Trade Platform (NDTP)
(5) ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าและพิธีการศุลกากร ลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้า ลดภาษี และลดต้นทุนการผลิตและการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร อาทิ ยกเว้นการพิจารณา AD Tin Plate เพื่อให้นำเข้าได้เพียงพอต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศ ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำผลไม้ 100% ยกเลิกโควตาและข้อห้ามการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เป็นต้น 3) ยกระดับอุตสาหกรรม Healthcare เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนและอุตสาหกรรมในยุค New Normal 4) ฟื้นฟูด้านแรงงานให้มีงานและอาชีพ ตลอดจน Re-skill และ Up-skill ให้มีทักษะที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมใหม่ และ 5) มาตรการด้านอื่น อาทิ จัดทำแผนฉุกเฉิน (Business Continuity Plan: BCP) หรือแผนสำรอง (Backup plan) ระดับประเทศ เร่งการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ และลดขั้นตอน เงื่อนไข การขอใบอนุญาตและกฎระเบียบหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก 1.2) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตัล อาทิ 1) ขอให้ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศของไทย (NDTP) 2) เร่งพัฒนาระบบ National Single Window (NSW) ให้สมบูรณ์และดำเนินการในลักษณะ Single Submission และ 3) เร่งพัฒนาระบบ Port Community System (PCS) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
2) ข้อเสนอแนะด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แยกตามรูปแบบการขนส่ง ประกอบด้วย ด้านการขนส่งสินค้าทางทะเล อาทิ 1) ลดอัตราค่าภาระของการขนส่งทางเรือชายฝั่ง 2) เพิ่มทางเลือกของการขนส่งสินค้าจากภาคใต้ของไทย เช่น (1) พัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพท่าเรือสงขลา 1 ในเรื่องความลึกร่องน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ภายในท่า ระบบคมนาคมเชื่อมโยงเข้าสู่ท่าเรือเพื่อให้สามารถรองรับสินค้าได้เพิ่มขึ้น (2) เร่งรัดโครงการท่าเรือสงขลา 2 (3) สนับสนุนการส่งออกโดยใช้บริการท่าเรือทางฝั่งอันดามัน เช่น ท่าเรือกันตัง (4) ศึกษาความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้าทางทะเลจากภาคใต้ในรูปแบบอื่น เช่น การใช้ Ship Lightering ในกรณีที่ท่าเรือมีความแออัด หรือไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่เข้าเทียบท่า 3) สนับสนุนให้เกษตรกร/ผู้ผลิต/ผู้ส่งออก/ผู้นำเข้ามีการทำ Forecasting สำหรับพยากรณ์ความต้องการตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าล่วงหน้า และหารือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อวางแผนการจัดการตู้สินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ ภายใต้ค่าระวางที่เหมาะสม โดยเฉพาะรองรับสถานการณ์ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในช่วง Q3-4/2563 ซึ่งประเทศคู่ค้าจำนวนมากจะเริ่มมีความต้องการสินค้ากลับขึ้นมาอีกครั้ง และ 4) ปรับปรุงและยกระดับการทำงานภายในท่าเรือให้เป็น Paperless และใช้อุปกรณ์ขนถ่ายสินค้าที่เป็น Automation
ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ อาทิ 1) เพิ่มปริมาณระวางขนส่งสินค้าทางอากาศ 2) ขอให้บริษัท การบินไทยจำกัด มหาชน จัดตั้งหน่วยธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศโดยใช้เครื่องบินบรรทุกสินค้า 3) สนับสนุนให้เกษตรกร/ผู้ผลิต/ผู้ส่งออก/ผู้นำเข้ามีการทำ Forecasting สำหรับพยากรณ์ความต้องการระวางขนส่งสินค้าล่วงหน้า และหารือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อวางแผนการจัดการระวางขนส่งสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ ภายใต้ค่าระวางที่เหมาะสม โดยเฉพาะรองรับสถานการณ์ขาดแคลนระวางตั้งแต่ Q2/2563 เป็นต้นมา ซึ่งประเทศคู่ค้าจำนวนมากเริ่มมีความต้องการสินค้ากลับขึ้นมาอีกครั้ง แต่อุตสาหกรรมการบินยังคงซบเซาจากการประกาศห้ามเดินทางของเที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศ และ 4) เตรียมความพร้อมการให้บริการในท่าอากาศยาน ในเรื่อง บุคลากร / พื้นที่ให้กับผู้มาติดต่อขอรับเอกสาร / อำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า และ ปรับปรุงและยกระดับการทำงานในท่าอากาศยานให้เป็น Paperless
ด้านการขนส่งสินค้าทางถนน อาทิ 1) เร่งรัดเจรจาเปิดเส้นทางการขนส่งใน GMS CBTA ให้ครอบคลุมเส้นทาง R8, R12 และ Customs Check Points ในเส้นทางดังกล่าว 2) ยกระดับข้อบังคับการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งทั้งในส่วนของรถบรรทุกรับจ้างสาธารณะ และรถบรรทุกส่วนบุคคล (รถโรงงาน/รถใช้ในกิจการ) อาทิ (1) แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยด้านชีวอนามัยสำหรับพนักงานและรถขนส่ง (2) การจัดการเอกสารและหลักฐานประกอบการขนส่ง และ 3) เร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดและอุปสรรค ให้สอดคล้องกับรูปแบบการขนส่งในปัจจุบัน อาทิ แก้ไขกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 19 และ 20 โดยกำหนดความสูงของรถบรรทุกตู้สินค้าแบบ High Cube และ Car Carrier ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในปัจจุบัน เป็นต้น
ด้านการขนส่งสินค้าทางราง อาทิ 1) เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการประกอบการขนส่งทางราง 2) แก้ไขประกาศศุลกากร 141/2560 เรื่อง "พิธีการศุลกากรว่าด้วยการผ่านแดนตามความตกลงว่าด้วยการขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" ให้ครอบคลุมการขนส่งทางราง และให้เอกชนสามารถเข้าดำเนินการขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่างประเทศได้ 3) เร่งรัดการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) สถานีบรรจุสินค้ากล่อง (ICD) และลานกองตู้สินค้า (CY) เพื่อ ยกระดับการขนส่งทางราง โดยเฉพาะการลงทุน ICD/CY ในภูมิภาค และการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ICD ลาดกระบัง โดย (1) เร่งรัดการลงนามในสัญญาสัมปทาน ICD ลาดกระบัง (2) เพิ่มตัวชี้วัดสำหรับการรอคอยของรถบรรทุก และกำหนดเวลาสำหรับการขนถ่ายตู้สินค้าในสัญญาสัมปทาน (3) ควรให้สัมปทานกับผู้ที่เสนออัตราค่าบริการแก่สินค้า/ตู้สินค้า/บริการอื่น ในอัตราต่ำที่สุด เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ใช้บริการ เป็นต้น