เนชั่นทีวี

ข่าว

นิเทศฯหอการค้าไทยเผยผลวิจัยโควิด – 19 ปชช. เกินครึ่งเครียดเสี่ยงตกงาน

05 พ.ค. 2563 | cholticha_rod

นิเทศฯหอการค้าไทยเผยผลวิจัยโควิด – 19 ปชช. เกินครึ่งเครียดเสี่ยงตกงาน

หลักสูตรนิเทศศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี ร่วมกับ เครือข่ายการวิจัยประชามติแห่งเอเชีย สำรวจพฤติกรรม "การเปิดรับข่าวสารและการรู้เท่าทันสื่อ ความรู้ และการปฏิบัติตนในการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ของประชาชนไทย" ระหว่างวันที่ 17 27 เมษายน 2563 ต่อสถานการณ์การระบาดครั้งนี้ ทั้งหมด 3,277 คน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย แบ่งตามอายุ ช่วงวัย อาชีพและรายได้ของผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการวิจัยภาพรวมพบประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ ประชาชานเปิดรับข้อมูลข่าวสารโควิด 19 ผ่านสื่อช่องทางใดบ้าง , ผลกระทบต่อรายได้จากการแพร่ระบาดของโควิด 19 , ผลกระทบต่อความกังวลความเครียดจากสถานการร์โรคระบาดและความคิดเห็นการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดโควิด 19 ครั้งนี้

รศ.ดร.จันทิมาเขียวแก้ว ประธานเครือข่ายการวิจัยประชามติแห่งเอเชีย และที่ปรึกษาหลักสูตร ป.เอกสาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า "จากผลการสํารวจประชาชนทั้งหมด 3,277 คน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนเปิดรับข้อมูลข่าวสารโควิด 19 จากเฟซบุ๊คมากที่สุด ร้อยละ19.6รองลงมาวิทยุโทรทัศน์ ร้อยละ 17.6 ไลน์(line) ร้อยละ14.1 น้อยที่สุด คือ หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 2.9 ยังพบว่ากลุ่มข้าราชการและผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจํามีความเครียดแต่สามารถปรับตัวได้ร้อยละ 43.5 ในขณะที่กลุ่มรับจ้างและผู้ที่ไม่มีรายได้ประจําที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความเครียดร้อยละ 56.5 แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ตกงานทันทีร้อยละ 17.4รองลงมารายได้ลดลง 25 เปอร์เซนต์ ร้อยละ 14.6และรายได้ลดลง 50 เปอร์เซนต์ คิดเป็นร้อยละ 14.3 และกลุ่มที่รายได้ลดลง 75 เปอร์เซนต์ คิดเป็นร้อยละ 10.2 ที่สำคัญความกังวลจากผลกระทบการระบาดต่อการทํางานและอาชีพ พบว่า ร้อยละ 45.7 ประชาชนเชื่อมั่นว่า การทํางานที่บ้านการเรียนหนังสือออนไลน์ ช่วยแก้ปัญหาการแพร่กระจายของโรคได้มีเพียงกลุ่มตัวอย่างร้อย ละ 8.0 ที่มีความเครียดต่อผลกระทบของการระบาดในครั้งนี้ เพราะมีผลต่อการทํางานอย่างมากโดยร้อยละ 13.0 ระบุว่ามีผลกระทบต่องานโดยร้อยละ 6.5 คิดว่าการขยายเวลา Lockdown ไปอีก 1 เดือน จะทําให้สถาน ประกอบการที่ตนทํางานอยู่จะต้องปิดกิจการทันทีและตกงานและร้อยละ 6.5 เท่ากัน เกรงว่าที่ทํางานอาจจะปิดกิจการและตนถูกลดเงินเดือนนอกจากนี้ประชาชนมีความกังวลต่อทักษะความสามารถการทํางาน พบว่า ร้อยละ 21.7 มองว่าจะทําให้ทักษะความเชี่ยวชาญการทํางานลดลงเนื่องจากห่างหายจากการใช้เครื่องมือ และความสมํ่าเสมอในอุปกรณ์"
ดร.ทัศนีย์ เกริกกุลธร ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบรมราชชนกและผู้อํานวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า "ภาพรวมของโครงการว่า การสํารวจครั้งนี้เป็นความร่วมมือของนักวิชาการจาก3 สถาบัน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์มี ผู้ตอบแบบสํารวจจํานวน3,277 คน จากทุกจังหวัด ผลวิจัยชี้ว่าการระบาดของไวรัศโคโรน่าส่งผลกระทบต่อความกังวลและความเครียดผลการสํารวจชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สามารถปรับตัวและทําใจได้พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 46.2 สามารถจัดการกับความเครียดและปรับตัวกับสถานะการณ์ครั้งนี้ได้ รองลงมาร้อยละ 13.6 ไม่เครียดไม่กังวลใจเพราะมองว่าจะได้มีเวลาสงบจิตใจมากขึ้นและร้อยละ 12.4 ยังมีความสุขจากการใช้ชีวิตประจําวัน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดเพราะสามารถบริหารเวลาที่มีอยู่กับครอบครัว มีเวลาทําในสิ่งที่สนใจมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด 19 ในอีก 3เดือนข้างหน้าหรือภายหลังเดือนกรกฏาคม 2563 พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ54.7 คิดว่าภาครัฐสามารถควบคุมได้ดีขึ้น รองลงมาร้อยละ 25.7 คิดว่าควบคุมได้ดีมากจนเป็นที่น่าพอใจและมีเพียงร้อยละ 1.6 มองว่าควบคุมไม่ได้หรือสถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิมหัวหน้าการทำโครงการวิจัยครั้งนี้มีความเห็นว่าหากรัฐบาลใช้มาตรการ PartialLockdown ผ่อนปรนมาตรการบังคับบางประการ น่าจะช่วยให้ประชาชนมีระดับความเครียดน้อยลงเรื่องของการตกงานและรายได้ แต่อย่างไรก็ตามมาตรการผ่อนคลายจากการล็อคดาวน์อาจจะยังไม่ครอบคลุมในอีกหลากหลายอาชีพเพื่อลดความเครียดและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน การผ่อนปรนกลุ่มอาชีพดังต่อไปนี้เช่น กลุ่มอาชีพธุรกิจร้านอาหารและการบริการในห้างสรรพสินค้ากลุ่มงานบริการรับจ้าง กลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม เป็นต้น ต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษามาตรการควบการการแพร่ระบาดให้อยู่ในการควบคุมได้ดีอย่างต่อเนื่องต่อไป"

ข่าวล่าสุด