ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย น.ส.วรรณา แก้วชาติ เปิดเผยถึงกิจกรรมลงพื้นที่ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือ COVID-19 ให้กับประชาชนและกลุ่มคนไร้บ้านบริเวณพื้นที่ท่าน้ำนนทบุรีเขตเทศบาลนครนนทบุรี จำนวนกว่า 200 คน เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ สปสช. คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้จุดเริ่มต้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางเครือข่ายคนไร้บ้านและมูลนิธิฯได้มีการนำอาหารและสิ่งของจำเป็นลงมาแจกจ่ายให้กับชาวชุมชนและกลุ่มคนไร้บ้านบริเวณดังกล่าวแต่พบว่าคนส่วนใหญ่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันรวมถึงมีวัณโรคร่วมด้วย แต่เมื่อพบแล้วก็ไม่รู้ว่าจะส่งต่อไปที่ไหนอย่างไรทำให้คนเหล่านี้ต้องนอนอยู่ที่เดิม ไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้
จากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้เราเป็นห่วงพี่น้องกลุ่มนี้ว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจึงได้ลงมาพูดคุยและชักชวนไปอยู่ศูนย์พักคนไร้บ้านของทางมูลนิธิฯ ที่ จ.ปทุมธานีแต่หลายคนยังสะดวกอยู่ในที่สาธารณะมากกว่าดังนั้นจะช่วยให้เขารอดจากสถานการณ์อย่างไรได้บ้างจึงคิดว่าเราควรสร้างเครือข่ายหน่วยบริการในพื้นที่ และสปสช.มาร่วมสนับสนุนให้คนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ
น.ส.วรรณา บอกว่ากลุ่มคนไร้บ้านที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะนั้นมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นๆทั้งการที่จะติดเชื้อและแพร่เชื้อ COVID-19 ฉะนั้น หากสามารถคัดกรองโรคในพื้นได้ก็จะลดการแพร่กระจายเชื้อและเมื่อเจอผู้ป่วยแล้วถ้ามีคลินิกหรือหน่วยบริการต่างๆ เข้ามาร่วมมือกันให้สามารถส่งต่อเคสกันได้ก็จะช่วยลดภาระรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ด้วยความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐ
อาชีพเป็นเรื่องสำคัญ แต่สุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญถ้าคนเจ็บป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษาก็จะทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นมาสู้กับภาวะเศรษฐกิจต่อไปได้ซึ่งคนไร้บ้านเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้วเขาไม่สามารถที่จะมีชีวิตได้ถ้าไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยและเมื่อทำให้หน่วยงานเห็นความสำคัญของที่นี่เราก็ยังมีพื้นที่เครือข่ายคนไร้บ้านอีกมากที่รอรับการตรวจคัดกรองเพื่อลดความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม แม้ทางเครือข่ายฯจะมีการลงพื้นที่เพื่อแจกอาหารเป็นประจำรวมถึงชักชวนคนไร้บ้านไปยังศูนย์พักเพื่อฟื้นฟูให้สามารถตั้งหลักชีวิตได้แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนหรือแก้ไขปัญหาในระยะยาวเพราะสิ่งสำคัญคือหน่วยงานรัฐจะต้องสนับสนุนประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งในด้านอาชีพ เศรษฐกิจ มาตรการเยียวยาและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ไม่ว่าจะมีบัตรประชาชนหรือไม่
คนไร้บ้านแถบท่าน้ำนนท์ที่อยู่ประจำย่านนี้มีประมาณ 30-40 คนส่วนหนึ่งมีตลาดและอยู่ใกล้วัด สามารถไปรับจ้างได้งานประปรายบ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีงานทุกคนตกงานถ้วนหน้า ซึ่งเราคาดการณ์ว่าหลัง COVID-19จะมีจำนวนคนไร้บ้านเพิ่มมากขึ้น เพราะกำลังมีแรงงานที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช้าห้องและต้องเลือกออกมาอยู่อาศัยในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเพิ่มประมาณ 30%
น.ส.วรรณา บอกอีกว่า กิจกรรมตรวจคัดกรองคนไร้บ้านที่ท่าน้ำนนทบุรีนี้เป็นที่แรกและอยากให้เป็นโมเดลในการตรวจคัดกรองโรคไปยังพื้นที่อื่นๆตลอดจนการสร้างเครือข่ายรวบรวมกลุ่มคนไร้บ้านในจังหวัดต่างๆซึ่งนอกจากลงไปตรวจคัดกรองสุขภาพแล้วยังเข้าไปพูดคุยเพื่อรับคนไร้บ้านที่มีความพร้อมเข้าไปฟื้นฟูยังศูนย์พักแก้ไขปัญหาชีวิตและผลักดันให้เขาเหล่านี้สามารถกลับไปสู่สังคมใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้
ด้านอดีตคนไร้บ้านพื้นที่ท่าน้ำนนทบุรี นายบุญปั๋น วรรณรัตน์ บอกว่าตนเดินทางมาจากภาคเหนือเพื่อหางานทำในเมือง แต่กลับต้องสะดุดกับสถานการณ์ COVID-19 ก่อนเช่นเดียวกับเพื่อนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องและต้องออกมาอาศัยหลับนอนในพื้นที่สาธารณะด้วยกัน ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 1 เดือนโดยกลุ่มคนไร้บ้านบริเวณนี้ส่วนใหญ่ประสบปัญหาเดียวกันและมีการจับกลุ่มพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเวลามีที่ใดแจกอาหารหรือมีงานให้ทำ
นายบุญปั๋น บอกอีกว่า ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มคนไร้บ้านเท่านั้นแต่ผู้คนในชุมชนบริเวณนี้เองก็ล้วนประสบกับภาวะขัดสนไม่แตกต่างกันทำให้ต้องมารอรับอาหารและความช่วยเหลือด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากที่มูลนิธิฯได้ลงมาแจกจ่ายอาหารและชักชวนคนไร้บ้านในพื้นที่ไปยังศูนย์พักพิง ตนก็ได้สนใจไปอยู่ซึ่งขณะนี้ได้อยู่ระหว่างการสร้างห้องเพิ่มเติมซึ่งเมื่อแล้วเสร็จก็อยากชวนคนไร้บ้านไปอยู่ด้วยเช่นเดียวกันดีกว่าอยู่ตามที่สาธารณะแบบเดิม