นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้พิจารณาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท โดยมติให้นำผลการเจรจาระหว่างคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน และกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ หรือ BA บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS และบมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น หรือ STEC ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลยื่นข้อเสนอเงินประกันรายได้ขั้นต่ำเป็นผลตอบแทนให้แก่รัฐดีสุด เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกได้ภายในเดือนพ.ค. 2563 นี้
สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จะมีการพัฒนาในพื้นที่ 6,500 ไร่ บริเวณสนามบินอู่ตะเภาด้วยเงินลงทุน 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะเปิดดำเนินการในปี 2567 มี 6 กิจกรรมสำคัญ คือ อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ศูนย์ธุรกิจการค้าและการขนส่งภาคพื้นดิน ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน เขตประกอบการค้าเสรีและเขตธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ศูนย์ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ (Cargo Complex) และศูนย์ฝึกอบรมการบิน (Aviation Training Centre) คาดว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นใน 5 ปีแรก โดยมีการจ้างงานปีละ 1.5 หมื่นคน ได้ภาษีอากรเพิ่มมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท (ไม่นับรวมรายได้ภาษีทางอ้อมกับธุรกิจเชื่อมโยงนอกเมืองการบินภาคตะวันออก) ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณในการทำงานและความหนักแน่นของทุกฝ่าย เพราะโครงการนี้ไม่ง่าย มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น และใช้ระยะเวลานานถึง 1 ปี 6 เดือน กว่าจะได้ข้อสรุปเอกชนที่จะเข้มาดำเนินการ
พลเรือตรีเกิรกไชย วจนาภรณ์ เลขานุการและคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก กล่าวว่า การเจรจาร่างสัญญาและร่างเทคนิคระหว่างคณะกรรมการคัดเลือกและกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส มีการประชุมถึง 19 ครั้ง และการดำเนินการทุกขั้นตอนมีผู้สังเกตุการณ์ คือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เข้าร่วมด้วย ซึ่งผลการเจรจาคณะกรรมการคัดเลือกฯได้เห็นชอบผลการเจรจาตามร่างสัญญาและเทคนิค และได้เสนอกองทัพเรือเสนอร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว จึงต้องเสนอคณะกรรมการนโยบายอีอีซีและครม.เห็นชอบต่อไป โดยต้องการยกระดับให้เป็นเมืองการบินอัจฉริยะ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในแผนงานอีอีซีหมดแล้ว
นายโชคชัย ปัญญายงค์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กล่าวว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ไม่ใช่แค่ทำอาคารผู้โดยสาร แต่มีองค์ประกอบอื่นให้ก่อสร้าง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการก่อสร้างสนามบินใหม่ๆไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนหรือสร้างเสร็จได้ตามเวลา โดยองค์ประกอบเอกชนที่ลงทุนต้องก่อสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่แทนหลังเก่ารองรับระยะเวลา 50 ปี และรองรับจำนวนผู้ใช้ 60 ล้านคนต่อปี ต้องมีการก่อสร้างรันเวย์ ก่อสร้างอาคารศูนย์ซ่อมอากาศยาน ซึ่งกองทัพเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบ ใช้การก่อสร้างทางกองทัพเรือรับผิดชอบ ที่สำคัญจะต้องมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องเข้ามาเชื่อมต่อ เพื่อให้ประชาชนสะดวก โดยสถานีรถไฟควรเข้าไปใต้อาคารผู้โดยสาร ซึ่งส่วนนี้จะต้องมีการจัดสรรแบ่งปันว่าใครจะรับผิดชอบเท่าไหร่ "การพัฒนาพื้นที่เมืองการบินทุกอย่างไม่ได้หยุดยั้ง เราได้เอกชนผู้รับผิดชอบในแต่ละส่วนแล้ว ก็ต้องเร่งดำเนินการทุกภาคส่วนตามแผนงานระยะเวลา 4 ปีครึ่ง หรือภายในปี 2567 น่าจะเสร็จในส่วนสนามบิน"
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภามูลค่าโครงการ 1.05 หมื่นล้านบาท ล่าสุดบริษัท Airbus S.A.S (แอร์บัส) ได้แจ้งต่อบมจ.การบินไทย ว่าจะถอนตัวไม่ร่วมลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน เนื่องจากแอร์บัสติดปัญหาในเรื่องของผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 และธุรกรรมอากาศยาน จึงไม่ขอร่วมลงทุน แต่จะช่วยเหลือการบินไทยในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งการบินไทยได้แจ้งว่าแม้แอร์บัสจะถอนตัวจากการร่วมลงทุน แต่การบินไทยยังยืนยันที่จะเป็นผู้ดำเนินโครงการนี้ โดยจะหาผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ เพราะการบินไทยมีความจำเป็นต้องลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยานฯเนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีกำไรต่อการบินไทย อีกทั้งมองว่าหากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ก็อาจทำให้แอร์บัสหรือโบอิ้งสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนก็เป็นได้
"แม้แอร์บัสจะถอนตัว แต่ทุกแผนยังเป็นไปตามเดิม คือการก่อสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน โดยมีกองทัพเรือเป็นผู้รับผิดชอบ การบินไทยลงทุนเครื่องมือในการซ่อม แต่การลงทุนจริงก้อนใหญ่คืออาคารศูนย์ซ่อมบรรจุเครื่องบิน 5-6 ลำ ระหว่างก่อสร้างใช้เวลา 3 ปี ตอนนี้กองทัพเรือและอีอีซีได้มีการออกแบบเสร็จแล้ว ระหว่างการก่อสร้าง 3-4 ปี การบินไทยมีเวลาหาคู่ลงทุน และไม่น่ามีปัญหาต่อการบริการ" นายโชคชัย กล่าว
นายคณิศ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น จะทำให้หลังอุตสาหกรรมเป้าหมายเหมือนเดิมหรือไม่และกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างไร โดยมองว่าอุตสาหกรรมการบินจะกลับมา 50% ภายในครึ่งปีแรกของปีหน้า และครึ่งปีหลังฟื้นกลับมา 70% โดยโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกกว่าจะเสร็จก็ปี 2566 รองรับกลับอุตสาหกรรมการบินที่ฟื้นกลับมาพอดี ส่วนการบินไทยก็มีเวลาที่จะหาผู้ร่วมลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงฯ เพราะการบินไทยยืนยันทำโครงการนี้ต่อ ระยะเวลาก็พอเหมาะทันกันกับสถานการณ์โควิด