นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการขยายเวลาการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการประกาศห้ามออกนอกเคหะสถานในเวลา 22.00 - 04.00 น. ออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 -31 พ.ค. 63 ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะฝ่ายเลขาของ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. เป็นผู้เสนอมติจากที่ประชุม ศบค.เมื่อวานนี้ (27 เม.ย.)
ทั้งนี้นายกฯ กล่าวว่า จะมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายโดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะละ 14 วัน ซึ่งขอความร่วมมือจากประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลปฏิบัติามมาตรการ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก และในระยะแรกต้องทำให้ดีที่สุดพล.อ.ประยุทธ์ ยังบอกว่า ทราบดีถึงความลำบากของประชาชน โดยเข้าใจดีถึงผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเราก็มีมาตรการเยียวยา ตามสัดส่วนงบประมาณที่มีอยู่ โดยยืนยันว่า ต้องเร่งเยียวยาให้ทัน ส่วนมาตรการผ่อนปรน ก็จะมี 4 ขั้นตอน แต่ละระยะห่างกัน 14 วัน ดังนั้น ขอความร่วมมือสถานประกอบการต่างๆ ให้อดทนอีกนิด ขณะที่ เรื่องวันหยุดเดือน พ.ค. ที่ประชุมก็เห็นชอบ ให้หยุดตามเดิม แต่ต้องมีมาตรการเข้มงวด
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การเข้า-ออก ราชอาณาจักร ก็ให้หยุดถึง 31 พ.ค.63 และยังคงเคอร์ฟิวเวลาเดิม คือ 22.00-04.00 น. ขณะเดียวกัน เตือนประชาชนว่า เมื่อมีการคลายล็อก แล้ว ขอให้ระวังการเข้าพื้นที่คนจำนวนมากด้วย พร้อมขอทุกคนอย่าเรียกร้องมาก เพราะต้องระวังการแพร่ระบาดกลับมาด้วย
ส่วนประเด็นการเมือง ความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ขอตอบคำถามเรื่องการเมือง เพราะคิดว่า ไม่สำคัญในเวลานี้ พร้อมชี้ว่า ขณะนี้ เป็นเรื่องการทำงาน ฟื้นฟู ช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังเตือนว่า เรื่องไม่เป็นประโยชน์ ก็อย่าพูดเลย โดยเราต้องดูความเดือนร้อนเป็นหลัก ซึ่งเวลานี้ ไม่ควรมีข้าง โดยควรมีข้างเดียวที่ดูแลประชาชน และมีจิตสำนึกแบ่งปัน
พล.อ.ประยุทธ์ ยังบอกว่า ที่ประชุมวันนี้ ได้เน้นให้ทุกกระทรวงติดตาม คำพูดที่บิดเบือน จนเกิดผลกระทบการทำงาน ซึ่งตนเองขอเตือนว่า ขณะนี้ มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้น ขออย่าละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะทำให้เราปลอดภัยถึงวันนี้
พล.อ.ประยุทธ์ ยังบอกถึงการส่งจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศว่า เป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีใครให้เงินรัฐบาล ซึ่งเป็นเพียงการรับทราบข้อมูล การดูแลพนักงานของภาคเอกชน และข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ โดยเขาสัญญาว่า จะดูแลประชาชน มากขึ้น เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งที่ผ่านมา ก็ทราบว่า เขาก็ทำมามากพอสมควร โดยรัฐบาล ยอมรับว่า ไม่สามารถดูแลได้ 100% ดังนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ภาคเอกชน ยังแนะว่า โลกจากนี้ จะเปลี่ยนการดำรงชีวิต เพราะทุกคนให้ความสำคัญกับสุขภาพ