เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย

23 เม.ย. 2563

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งอีกครั้งหลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาทวีตข้อความว่า เขาสั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงและทำลายเรือปืนของอิหร่านได้ทุกลำหากก่อให้เกิดอันตรายต่อเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย

คำสั่งของผู้นำสหรัฐฯ เกิดขึ้นเนื่องจาก กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้รายงานว่า เรือจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ ไออาร์จีซี ได้แสดงท่าทีที่ยั่วยุและเป็นอันตราย และได้เข้าใกล้เรือยามฝั่งของสหรัฐฯในอ่าวเปอร์เซีย

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย


รายงานของกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ จำนวน 6 ลำกำลังฝึกซ้อมปฏิบัติการในน่านน้ำสากลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรืออิหร่าน 11 ลำได้ขับเข้ามาใกล้เรือสหรัฐฯ ด้วยความเร็วสูง โดยลำที่เข้ามาใกล้ที่สุดนั้นห่างกันเพียง 9 เมตรเท่านั้น ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับกองเรือของสหรัฐฯ ที่กำลังฝึกซ้อม
หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ได้ทวีตข้อความดังกล่าวออกมา ก็ถูกตอบโต้กลับจากทางด้านอิหร่าน โดยโฆษกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน ได้บอกไปยังผู้นำสหรัฐฯว่า สหรัฐฯควรเอาเวลาไปเพื่อช่วยเหลือสมาชิกกองทัพของตัวเองที่กำลังติดเชื้อไวรัสโคโรนาโควิด-19 จะดีกว่า การเอาเวลามารังแกคนอื่นแบบที่เป็นอยู่ ...

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย


หากจะย้อนกลับไปถึงความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ รอบใหม่ นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ สหรัฐฯถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ อิหร่านกับ 6 ชาติมหาอำนาจโลกรวมถึงสหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2558 ก่อนจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่กองทัพอากาศอิหร่านยิงโดรนสอดแนมของกองทัพเรือสหรัฐฯ ตก เหนือเขตน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ครั้ง ในอ่าวโอมาน ซึ่งสหรัฐฯกล่าวโทษอิหร่าน แต่ฝ่ายหลังปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
หลังจากนั้นทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ เจาะจงที่ตัวอยาตอลเลาะห์ อาลี คาห์เมนี ผู้นำสูงสุด และนายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
ก่อนหน้านั้น เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 ทางด้านสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน และเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี-52 ที่บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ได้ ไปยังอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯอธิบายว่า อิหร่านมีแผนโจมตีกองกำลังสหรัฐฯในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

สหรัฐฯ ได้ส่งฝูงเครื่องบินรบเทคโนโลยีสเตลธ์ เอฟ-22 แรปเตอร์ไปยังกาตาร์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวถูกสั่งการเพียง 1 วันก่อนการประชุม จี-20 ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงมิถุนายน 2562 โดยข่าวดังกล่าวถูกเปิดเผยในภายหลังจากทางด้านศูนย์บัญชาการกลางกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ว่า เครื่องบินรบเทคโนโลยีสเตลธ์ เอฟ-22 แรปเตอร์ ถูกเคลื่อนย้ายไปยังกาตาร์ เพื่อปกป้องกองกำลังและผลประโยชน์ของสหรัฐฯอเมริกา ในตะวันออกกลาง แต่แถลงการณ์ไม่ระบุจำนวนเครื่องบินที่ส่งไปครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้วทางด้านศูนย์บัญชาการกลางกองทัพอากาศสหรัฐฯ ยังได้แจกจ่ายภาพถ่ายไปยังสื่อมวลชน ซึ่งเป็นภาพของฝูงบนรบ เอฟ-22 แรปเตอร์ จำนวน 5 ลำ ซึ่งบินอยู่เหนือฐานทัพอากาศ อัล อูเดอิด ในกาตาร์ ซึ่งระบุเวลาเป็นช่วงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 นั่นเอง

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย


การส่งฝูงบินรบ เอฟ-22 แรปเตอร์ เข้าไปยังกาตาร์ ครั้งนี้แน่นอนว่าเข้าไปเพื่อภาระกิจที่สหรัฐฯ นั้นวางเอาไว้แล้ว นั่นคือการเข้าไปเพื่อจัดการกับอิหร่านได้ทันท่วงที หากเกิดเหตุการณ์ การปะทะระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกาตาร์นั้น เป็นประเทศที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับอิหร่านระหว่างอ่าวเปอร์เซีย แม้ว่าในช่วง 2-3 ปีให้หลังที่ผ่านมากาตาร์เองก็เอาใจออกห่างจากสหรัฐฯ และไปเข้าด้วยกับอิหร่าน รัสเซีย หรือแม้แต่ตุรกี แต่ทว่ากาตาร์เองก็ยังถูกบีบจากบรรดาสันนิบาติอาหรับ อยู่พอสมควร ที่จะต้องรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ รวมถึงบรรดาประเทศสมาชิกในสันนิบาติอาหรับ อย่างซาอุฯ หรือแม้แต่ยูเออี ดังนั้น การที่สหรัฐฯ นำเครื่องบินรบ จำนวนหนึ่งมาประจำการที่นี่ ย่อมมีเป้าหมายชัดเจน นั่นคือเป็นการปรามอิหร่าน ไปในตัว
ก่อนหน้านี้ทางด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาห์เมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้พูดไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมาว่าสถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ หลังจากที่เขาถูกสหรัฐฯ ทำการขึ้นบัญชีดำไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2562 โดยที่เขาได้ยืนกรานปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ อีก เพราะสำหรับอิหร่านแล้ว การเจรจาตามความหมายของอีกฝ่ายคือกลลวงให้อิหร่านปฏิบัติตามความปรารถนาของสหรัฐฯ และสำทับด้วยการบอกว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้สหรัฐฯ เกรงกลัวอิหร่านและไม่กล้ารุกรานนั่นก็คือการที่อิหร่านต้องมีอาวุธอยู่ในมือ และในเวลานี้อิหร่านก็กำลังถูกสหรัฐฯ ข่มขู่ให้อิหร่านวางอาวุธเหล่านั้นและศิโรราบให้กับสหรัฐฯ
นอกจากนั้นทางด้านคาห์เมเนอี ยังได้ประณามสหรัฐฯ อย่างเจ็บแสบว่า"รัฐบาลสหรัฐฯ คือรัฐบาลที่ชั่วช้าที่สุดในโลก เป็นบ่อเกิดของสงคราม การนองเลือด และการแบ่งแยก และเป็นแบบนี้มาตลอดประวัติศาสตร์ การคว่ำบาตรล่าสุดถือเป็นความโหดร้ายต่อประชาชนอิหร่าน และอิหร่านจะไม่ถอยเพียงเพราะการดูถูกของสหรัฐฯ ส่วนข้อเสนอเจรจาของทรัมป์นั้น คือการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ อาวุธในมือต่างหากที่จะทำให้สหรัฐฯ ไม่กล้าเข้าใกล้"

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย


เขายังบอกว่าในฐานะเป็นบุคคลมีอำนาจชี้ขาดในกรณีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน การเจรจายังเป็นสิ่งที่จำเป็นและจะก่อให้เกิดผลประโยชน์มากกว่าการใช้กำลังทางทหารต่อกัน แต่นั่นคือการเจรจานั้นอิหร่านต้องได้ประโยชน์ด้วย ในขณะที่ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาตอบโต้ คาห์เมเนอี ทันทีเช่นกันว่า "สหรัฐฯไม่ต้องการทำสงครามกับอิหร่าน แต่ถ้าหากว่าจำเป็นสหรัฐฯ จะใช้เวลาไม่นานเพราะสหรัฐฯพร้อมทำการได้ทันที โดยที่สหรัฐฯจะไม่ส่งทหารภาคพื้นดินเข้าสู่อิหร่าน"
นอกจากนั้นแล้วโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ย้ำว่า คณะผู้ปกครองของอิหร่านเห็นแก่ตัวและงี่เง่า หากปฏิเสธแนวทางใหม่ที่คิดค้นโดยรัฐบาลของเขา แทนข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 ที่อิหร่านลงนามกับสหรัฐฯสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนั้นทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 โดยให้เหตุผลสั้นว่า เป็นข้อตกลงที่เลวร้ายที่สุด
หลังจากนั้นสหรัฐฯ กับอิหร่าน ก็มีวิวาทะ ต่อกันมาโดยตลอด แต่กลับมาระอุอีกครั้ง เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563 เมื่อทางด้านสหรัฐฯ ได้ทำการสังหารนายทหารระดับสูงของอิหร่าน พลตรี กัสเซม โซไลมานี สร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลกที่เกรงว่าจะเกิดการใช้กำลังทหารตอบโต้กันอย่างรุนแรง และอาจลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

"ทรัมป์" สั่งทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ยิงเรืออิหร่านได้ทันที หากก่อให้เกิดอันตราย


นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งให้กองกำลังสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางการทหารลอบสังหารโซไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ บุกเข้าโจมตีบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก
เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวอิหร่านเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น วันที่ 8 มกราคม 2563 กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธ จำนวน 9 ลูก เข้าไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในอิรัก และทำให้ทหารสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้สหรัฐฯ กับ อิหร่านยังคงมีการปะทะคารม กันอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าหลังจากการเกิดการระบาดของโควิด-19 ขึ้น ข่าวของทั้งสองประเทศ ก็เงียบหายไป จนกระทั่งเหตุการณ์ล่าสุด อาจจะเป็นชนวนปลุกให้สถานการณ์ระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน กลับมาระอุอีกครั้งก็เป็นได้
แต่ถ้ามองไปอีกมุมหนึ่ง การออกมาทวีตถึงเหตุการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย ของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะเป็นแค่เกมส์ เพื่อเรียกความสนใจ ฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดน้ำมันอีกรอบหนึ่ง หลังจากก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันโลก และ สหรัฐฯ ดิ่งต่ำสุดไม่เคยจะเป็น แน่นอนว่าหากเกิดความขัดแย้งขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย ย่อมจะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นเป็นแน่ เพราะอ่าวแห่งนี้คือเส้นทางน้ำมันหลักของโลกนั่นเอง