ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นเรื่องพระราชกำหนด 3 ฉบับ ที่ออกเมื่อ 19 เม.ย. 2563 เกี่ยวกับมาตรการดูแลประชาชนและพลิกฟื้นเศรษฐกิจ จากผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ว่า รัฐบาลจะใช้เงินรวมถึง 1.9 ล้านล้านบาท แยกเป็นรัฐบาลกู้เงินใหม่ 1 ล้านล้านบาท และใช้เงินธนาคารแห่งประเทศไทย 900,000 ล้านบาท ทั้งหมดคิดเป็น 11.4% ของผลผลิตรวมของชาติ (GDP ปี 2019 ประมาณ 16.7 ล้านล้านบาท) นับว่าสูงมาก ขนาดสัดส่วนที่จะใช้เทียบเท่ากับประเทศร่ำรวย เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ไม่เคยใช้เงินมากเช่นนี้มาก่อน เมื่อตอนถูกโจมตีค่าเงินบาทปี 2540 ไทยกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ 600,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามากแล้ว แต่ครั้งนี้รัฐบาลจะใช้เงินมากกว่านั้น จึงขอให้ใช้เงินให้ดี ไม่รั่วไหล หรือมีคอรัปชั่นทั้งนี้ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบ่งเป็นการกู้เงิน 600,000 ล้านบาทในเดือนพ.ค.นี้ และจะกู้ภายหลังอีก 400,000 ล้านบาท ซึ่งเงินกู้ 600,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายค่าเยียวยา ค่าชดเชย ค่าเสี่ยงภัย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่เสียสละเป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับโรคระบาด ค่าจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค จำนวน 45,000 ล้านบาท และเพื่อชดเชยรายได้ประชาชนจำนวน 14 ล้านคน จาก 28 ล้านคนที่ลงทะเบียนไว้ ชดเชยเกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน และช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและจากคำสั่งจากรัฐบาลให้หยุดทำงาน หยุดประกอบอาชีพ จำนวน 555,000 ล้านบาท "รัฐบาลควรดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลให้ทั่วถึง อย่าให้ประชาชนผิดหวังในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ได้ช่วยเหลือประชาชนทุกคน คนละ 30,000 บาท แต่รัฐบาลไทยดูเหมือนจะช่วย 14 ล้านคน ทั้งๆที่มีคนลงทะเบียนไว้ 28 ล้านคน ส่วนการชดเชยเกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน และช่วยเหลือผู้ประกอบการ ยังไม่มีมาตรการออกมา จึงมีคนยากจนหาเช้ากินค่ำมากมายไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ไปประท้วงที่กระทรวงการคลัง บางคนไม่มีทางออกแล้วทำร้ายตัวเอง หรือไม่สามารถทำมาหากินได้ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ตอนสั่งให้คนหยุดทำมาหากิน รัฐบาลไม่ได้คิดไว้ก่อน ข้อแท้จริงก็คือ หลังจากบริหารมา 5 ปี รัฐบาลได้ทำให้คนจนลงมากมาย เป็นประเทศที่มีช่องว่างคนจนกับคนรวยสูงที่สุดในโลก และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีคนจนเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจาก 4.8 ล้านคนในปี 2558 เป็น 6.7 ล้านคนในปี 2562 เพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน และการให้เงินชดเชยต้องให้ก่อนสั่งคนหยุดงาน เพราะไทยเป็นประเทศยากจน หยุดงานเพียง 2-3 วัน ก็ไม่มีกินแล้ว จะเห็นว่ามีผู้คนมากมาย ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เข้าแถวรับเงินและอาหารบริจาค ถึงกับถูกโฆษกโควิด ระบุ 'จะติดโรคโควิดกัน ' แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ 'รัฐบาลต้องรู้ด้วยว่าคนจนกลัวความหิวมากกว่ากลัวโควิด""ดร.สุชาติ กล่าว