ซึ่งจากการวิเคราะห์การติดเชื้อของผู้ป่วยในประเทศสิงคโปร์ พบว่าแรงงานต่างด้าวในประเทศสิงคโปร์มากถึงกว่า 300,000 คน และอาศัยกันอย่างแออัด โดยรายงานพบว่าแรงงานต่างด้าวเป็นชาวบังคลาเทศติดเชื้อเป็นรายแรก ซึ่งในวันที่ 30 มีนาคม พบผู้ติดเชื้อขนาดใหญ่ที่ตึก เอส 11 จากผู้ติดเชื้อ 4 คนกลายเป็น1,000 คน ซึ่งเป็นที่น่ากังวลใจเป็นอย่างมากโดยทางการซึ่งกระโปมีมาตรการล็อคดาวน์หอพักที่อยู่ในบริเวณนั้นทั้ง 43 แห่ง จัดระบบการดูแล และแรงงานทุกคนจะได้รับค่าจ้างระหว่างการ Quarantine และเคลื่อนย้ายแรงงานที่หายแล้วหรือมีผลเป็นลบขึ้นไปอยู่บนเรือประมาณ 2,000 คนเพื่อควบคุมการระบาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะถูกนำมาปรับใช้เป็นมาตรการควบคุมและป้องกันในไทย
นอกจากนี้โรงพยาบาลพระมงกุฏ ยังเปิดตัวหอผู้ป่วยภาพรวมในลักษณะของการทำเป็นไอซียูห้องความดันลบซึ่งต้องใช้ระบบ 100% ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด 19 จำนวนมากแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นในลักษณะของการนำตึกเก่าประมาณ 37 ปีปรับปรุง และนำวอร์ดผู้ป่วยมาปรับปรุงใหม่ พร้อมกับนำวิศวกรจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นความคิดภายใน 3 สัปดาห์
โดยนายแพทย์ทวีศิลป์ ยังขอภาคเอกชนให้ยังคง work from home แม้ว่าจำนวนประชาชนที่ติดเชื้อจะมีจำนวนลดน้อยลง เนื่องจากรัฐบาลยังคงมาตรการนี้อยู่ เนื่องจากไม่เช่ยนั้นอ้างเหมือนในสิงคโปร์ที่เริ่มจากผู้ป่วยเพียง 4 คน กล่ยเป็น 1,000 คน
ส่วนแนวทางการป้องกันการติดเชื้อระลอกใหม่นายแพทย์ทวีศิลป์ระบุว่า เรื่องการติดเชื้อเกิดขึ้น และสามารถคุมได้ดีก็เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุมศบค. ว่า จากการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยและเป็นผลดีที่เกิดขึ้น แต่การที่จะต้องเรียนรู้ว่าจะผ่อนปรนหรือยกเลิกมาตรการต่างๆ ให้เรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อเช้าไม่มีการประชุมหารือกันในศูนย์ eoc อธิบดีกรมควบคุมโรคได้ชี้แจงในที่ประชุมว่าผ่อนปรนนั้นไม่ได้เป็นการยกเลิก และการผ่อนปรนต้องมองตรงกันในภาพใหญ่ว่าต้องเป็นการป้องกันและควบคุมโรค นั่นคือการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินครอบคลุมคนไทยทั้งประเทศ มีช่วงเวลาเคอร์ฟิว ซึ่งเห็นผลว่าได้ผล และต้องประกอบกับจุดปฏิบัติการ ในพื้นที่ระดับจังหวัด ซึ่งทุกคนในพื้นที่ให้ความร่วมมือ โดยใช้หลักการทั้งหมด โดยคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประกาศออกมา แต่ทั้งหมดก็จะขึ้นอยู่กับสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อ
อย่างไรก็ตาม วันนี้จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในตัวเลข 2 หลักจึงอยากให้ประชาชนช่วยกันให้ต่ำกว่าหลักสิบให้ได้ อย่างน้อย 14 วัน