รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม แจ้งว่า กรณีที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)แบ่งส่วนแบ่งรายได้การต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนกับบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM แล้ว แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะยังถอนฟ้องคดีไม่หมด ถือว่าสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งการผูกมัดสัญญาสัมปทานดังกล่าวยังเป็นการเปิดช่องให้ BEM สามารถยกช่องทางจากการมีส่วนแบ่งรายได้ลดลงกรณีที่รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวให้เข้าเคหะสถานภายใน 4 ทุ่ม ซึ่งทำให้ระบบสาธารณะรวมทั้งทางด่วนจะต้องปิดก่อนเวลา 4 ทุ่ม เป็นการทำให้รายได้ของ BEM ลดลงและเสียผลประโยชน์ และอาจหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อกทพ. ตามผลผูกพันของกฎหมายได้เช่นกันกอย่างไรก็ตาม ในส่วนของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) กำลังติดตามการถอนฟ้องของศาลปกครองสูงสุดว่าจะครบทั้ง 17 คดีหรือไม่ ซึ่งล่าสุดเหลืออีก 1 คดี จาก 3 คดีที่อยู่ในชั้นพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดยังไม่ถอนฟ้อน โดยมีการถอนเพิ่มไปแล้ว 2 คดี และจะหาช่องทางการการฟ้องมติของครม.และบอร์ดกทพ.ในการต่อสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อไปสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ขณะนี้ ศาลปกครองได้มีคำสั่งออกมาแล้วว่าไม่รับไต่ส่วนฉุกเฉินกรณีที่มูลนิธิเพื่อผู้ับริโภคยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉินกรณีการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน 15 ปี 8 เดือน เพื่อยุติข้อพิาท 17 คดีที่มีระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ประชาชนเสียประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าผ่านทางในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากศาลเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่ใช่กรณีเร่งด่วน ดังนั้นจึงจะพิจารณาตามขึ้นตอนปกติทั้งนี้ การไต่ส่วนตามขั้นตอนปกติอาจใช้ระยะเวลาพิจารณานานถึง 5 ปี เหมือนกับที่มูลนิธิฯได้ยื่นคำร้องไต่ส่วนกรณีการปรับขึ้นค่าผ่านทางดอนเมืองโทลเวย์ ซึ่งกว่าจะไต่สวนและมีคำตัดสินต้องใช้ระยะเวลานาน โดยทางมูลนิธิฯจะติดตามต่อไปว่าการตัดสินจะออกมาอย่างไร และมีแนวทางไหนที่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้