นายธนาธร กล่าวอีกว่า สำหรับคำแนะนำผู้ประกอบธุรกิจในวิกฤตตอนนี้ สิ่งสำคัญคือสายป่านต้องยาวขึ้น คือ ควรมีเงินสดถือไว้สำหรับรองรับต้นทุนคงที่ของบริษัทตนเองอย่างน้อย 6 เดือน ต้องอยู่ให้ได้สำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ ธนาคารที่ให้กู้ช่วงนี้ต้องรีบกู้เงินออกมาถือไว้ก่อน เพราะถ้าสถานการณ์หนักกว่านี้ ธนาคารย่อมต้องไม่ให้กู้ แต่สำหรับบริษัทที่มีเงินสดในมือ มองว่านี่คือโอกาสที่จะซื้อเทคโนโลยี เพราะจะถูกมาก หรืออาจเป็นการซื้อคู่แข่งที่มีฐานลูกค้าซึ่งเราไม่มี เช่น บริษัทเราฐานลูกค้าในกรุงเทพฯ แต่คู่แข่งมีฐานในต่างจังหวัด อย่างนี้สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้ หรือต่างประเทศ ญี่ปุ่น อเมริกา หรือเยอรมัน มีทรัพย์สินราคาถูกและน่าลงทุนอยู่เยอะมาก เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะเกิดมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจด้วยการขยายงบดุลธนาคารแห่งประเทศอย่างมโหฬาร ทั่วโลกพร้อมกัน น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อีกไม่นานเงินจะท่วมตลาด และทรัพย์สินราคาจะไล่ต่อไป ถ้าเรามีเงินสดเหลือมากกว่า 6 เดือนนี่คือโอกาส
"เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีแพ็กเกจมาตรการที่ใหญ่กว่า ทั้งรับมือในช่วงนี้และรับมือช่วงฟื้นฟูประเทศ เงินมหาศาลจะเข้าสู่ระบบ นี่จะเป็นมาตรฐานใหม่ เราจะเห็นแพ็กเกจที่ใหญ่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน รวมถึงหลังจากนี้จะมีโอกาสของเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง ระบบเวชทะเบียนแบบกระดาษที่ใช้ในโรงพยาบาลต้องเลิกได้แล้ว ควรทำข้อมูลเวชทะเบียนดิจิทัลที่ง่ายต่อสืบค้น มีการเก็บข้อมูลแบบบิ๊กดาต้า ใช้เอไอวิเคราะห์ และต้องเชื่อมโยงกับบัตรประชาชน ไม่ควรต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน เช่นการลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท ตอนนี้ ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักก็น่าจะเพียงพอ เชื่อว่าในอนาคตด้านการแพทย์จะมียาสำหรับแต่ละคน นาโนเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยได้ เพราะถ้ามีบิ๊กดาตา มีข้อมูลดิจิทัล มีการสังเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ ถ้าเกิดป่วยขึ้นมา ก็มีโอกาสที่จะบอกได้เลยว่ามียาที่เหมาะสมกับเราที่สุด และในเมืองไทยอีกอย่างที่อยากเห็นแม้ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ก็ตาม การผลิตเครื่องช่วยหายใจ ที่ผ่านมาเรานำเข้าอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์เยอะมาก อาจต้องกลับมาคิดเรื่องนี้เพื่อต่อสู้กับโรคระบาดในอนาคต ตัวอย่างเช่นการผลิตเครื่องช่วยหายใจ รวมถึงตัวกรองอากาศ HEPA Fillter ที่ใช้ในห้องความดันอากาศของผู้ป่วย ซี่งเทคโนโลยีไม่ได้ซับซ้อน แต่ทว่าต้องนำเข้า เราคงต้องคิดผลิตในประเทศ" นายธนาธร กล่าว