ที่ผ่านมามีมาตรการที่กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว เช่น การตั้งวอร์รูมกรมราชทัณฑ์ เพื่อเกาะติดสถานการณ์ทุกวัน, การคัดกรองและแยกกักกันสำหรับผู้ต้องขังรายใหม่ทุกราย, การคัดกรองผู้ป่วย และแยกกักกัน, มาตรการงดเยี่ยมญาติ และงดการทำงานฝึกอาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ เป็นต้น ซึ่งก็สามารถบรรเทาปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งใช้กฎเหล็ก "คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า" รวมทั้งให้เร่งสร้างห้องกักโรค และห้องน้ำ ให้เพียงพอได้สัดส่วนกับผู้ต้องขัง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาด
ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ถึงขนาดสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยังออกมาแสดงความกังวล เพราะเกรงจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ทำให้สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ เสนอมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะเห็นว่าปัญหา "นักโทษล้นคุก ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ" ในบ้านเรานั้น วิกฤติจริงๆ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจและสนับสนุนมาตรการของกรมราชทัณฑ์ที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ TIJ อยากเสนอเพิ่มเติมก็คือ การจัดการปัญหา "ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ" อย่างเป็นระบบทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของเรือนจำในบ้านเราอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอกับสถานการณ์โรคระบาด จึงทำให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่รอไม่ได้อีกต่อไป