ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน สามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อเหตุได้ โดยผู้ก่อเหตุชื่อ นายเอกชัย คันทะมาลา อายุ 32 ปี ชาวจ.ร้อยเอ็ด และได้เชิญตัวมายัง สน.ปทุมวัน จากการซักถามนายเอกชัยฯ ทราบว่า พักอาศัยอยู่ที่ยิ่งเจริญแมนชั่น ซอยลาดพร้าว 98 ปัจจุบันว่างงาน ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ ได้นั่งรถ bts มายังสถานีสนามกีฬาเพื่อมาทานข้าว เมื่อทานข้าวเสร็จกำลังจะนั่งรถไฟฟ้า bts กลับ ระหว่างออกจากลิฟต์ มือของตนได้ไปโดนของเหลวมีกลิ่น จึงรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ และได้เอามือป้ายไปยังราวทางเดิน และภายในบริเวณลิฟต์
ด่ายพนักงานสอบสวน พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุดังกล่าวส่งผลกระทบต่อส่วนรวม เนื่องด้วยประชาชนอาจวิตกว่า นายเอกชัยต้องการที่จะแพร่เชื้อไวรัสโควิด 19 หรือไม่ จึงได้เชิญนายเอกชัยฯ ไปยัง รพ.ตำรวจ เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด 19 รวมทั้งตรวจสุขภาพจิต ซึ่งผลตรวจทั้งสองจะได้รับในวันจันทร์ที่ 23 มี.ค.63
จากนั้นได้เชิญนายเอกชัย กลับมายังสน.ปทุมวัน เพื่อลงประจำวัน และได้นัดให้มาพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 23 มี.ค. เวลา 08.30 น. ซึ่งหากนายเอกชัยไม่มาพบ พนักงานสอบสวนก็จะได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ หากผลการตรวจพบว่า นายเอกชัย ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐาน กระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป โทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ตาม มาตรา 34 (6) ประกอบมาตรา 51 และ ความผิดฐาน เข้าไปหรือออกไปจากที่เอกเทศ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 34 (7) ประกอบ 52 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโรค พ.ศ.2558 ส่วนถ้านายเอกชัยฯ ไม่ติดเชื้อ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐาน "บ้วนหรือถ่มน้ำลาย เสมหะ บ้วนน้ำหมาก สั่งน้ำมูก เทหรือทิ้งสิ่งใดๆ ลงบนถนนหรือบนพื้นรถหรือพื้นเรือโดยสาร" โทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตาม มาตรา 31 พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 หรือ ความผิดฐาน กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนหรือน่าจะเปรอะเปื้อนทรัพย์ หรือแกล้งทำให้ของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 389 ประมวลกฎหมายอาญา โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนจะได้ทำสำนวน เสนออัยการพิจารณามีความเห็นทางคดี และให้ศาลพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย