เนชั่นทีวี

ข่าว

เมื่อสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดงและผู้ให้ความบันเทิงแก่มนุษย์อีกต่อไป

11 มี.ค. 2563 | jirasin_yin

เมื่อสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดงและผู้ให้ความบันเทิงแก่มนุษย์อีกต่อไป

ทุกภาคส่วนประชุม ผลักดันให้มีกฎหมายยุติการผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง ยุติวงจรชีวิตแห่งความทุกข์ทรมาน เมื่อสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดงและผู้ให้ความบันเทิงแก่มนุษย์อีกต่อไป

ยุติการผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง ยุติวงจรชีวิตแห่งความทุกข์ทรมาน เมื่อสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดงและผู้ให้ความบันเทิงแก่มนุษย์อีกต่อไป

"เสือเหล่านี้ไม่ต่างจากคนที่ติดคุกตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดเพียง 2-3สัปดาห์ ก็ถูกนำมาถ่ายรูป ป้อนนม เพื่อเรียกเงินในกระเป๋าของคนไม่กี่กลุ่ม สภาพแวดล้อมที่ขัดกับหลักตามธรรมชาติ และกระบวนการฝึกตั้งแต่เป็นลูกเสือ โดยการเฆี่ยนตี และการงดให้อาหาร นำมาซึ่งความทุกทรมาณของเสือ เป็นอย่างมาก อีกทั้ง "กระแสนักท่องเที่ยวทั่วโลก เริ่มต่อการการนำสัตว์ป่ามาแสดงโชว์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การยุติ การเพาะพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงไม่ได้ทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย แต่การไม่ไม่ยุติต่างหากจะทำให้เสียหาย เพราะในอนาคตนักท่องเที่ยวไม่นิยมเที่ยวในสถานที่ที่ทารุณสัตว์แล้ว แม้ว่ากระแสสวัสดิภาพสัตว์จะได้รับความสำคัญมากขึ้น และทั่วโลก ได้ออกกฏหมายยุติการนำสัตว์ป่ามาเป็นนักแสดงกว่า 56 ประเทศแล้ว แต่กฎหมายไทยในปัจจุบันกลับยังมีช่องว่างอยู่ คืออนุญาติให้เพาะพันธุ์ได้ ดังนั้นจึงมีสวนเสือหลายแห่งขออนุญาตเพาะพันธุ์เสือ โดยอ้างว่าเป็นการอนุรักษ์นอกถิ่นที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ เสือเหล่านี้ไม่สามารถคืนสู่ป่าตามธรรมชาติได้เลย

นายปัญจเดช สิงห์โท ที่ปรึกษาด้านนโยบาย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ได้กล่าวเปิดงานเสวนาและฉายภาพให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานของเสือที่ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นในกรงเลี้ยง และกระแสของการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ที่เป็นกระแสหลักโลก
รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาเจ้าแมวยักษ์หลังกรงขังผู้ซึมเซา

ในขณะที่กิจกรรมบันเทิง ที่สร้างรอยยิ้มให้แก่มนุษย์ที่แฝงไปด้วยคราบน้ำตาและความเจ็บปวดของเหล่าสัตว์ป่า ที่ถูกพรากจากธรรมชาติและถูกผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมบันเทิง ที่เติบโตในประเทศไทย ที่สวนทางกับกระแสโลก

ถึงแม้เสือเหล่านี้ไม่ต้องแต่งหน้าทาปาก อย่างนักแสดงที่เป็นมนุษย์ ที่ชวนให้หลงใหลถึงความหล่อความสวย แต่เบื้องหลังกรงขังและการแสดงที่สร้างรอยยิ้ม ให้แก่นักท่องเที่ยวนั้น ก็แลกมาด้วยความเจ็บปวด นับตั้งแต่การที่แยกลูกเสือ ออกมาเพื่อฝึกแสดง การเฆี่ยนตีให้เกิดการเชื่อฟัง การที่ต้องอยู่ในที่คับแคบ ดั่งเสือติดจั่น ไปตลอดชีวิต ซึ่งขัดกลับหลัก พฤติกรรมของเสือที่ต้องออกล่าในตอนกลางคืนและเดินต่อวันเป็นระยะไกล

การเพาะพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงดังกล่าว จึงเป็นเหมือนต้นทางของวงจรอุบาท์ที่ผลิตซ้ำวัตถุดิบสู่อุตสาหกรรมและ วงจรธุรกิจที่แสวงหากำไรจากสัตว์ป่า โดยไม่ใยดี หรืออินังขังขอบกับความเป็นไปของสัตว์ป่าร่วมโลกของมนุษ์
ในขณะที่ คุณสมศักดิ์ สุนทรนวภัทร หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเสือตามธรรมชาติประมาณไม่ถึง 200 ตัว แต่จำนวนเสือในกรงเลี้ยงมีมากกว่าคือ 1,570 ตัว ซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีเสือในกรงเลี้ยงมาก และ CITES เคยร้องขอให้ประเทศไทยหามาตรการลดจำนวนเสือในกรงเลี้ยงลง เพื่อยุติปัญหาการลักลอบค้าขายเสือที่ผิดกฎหมาย แต่ในปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด และยังมีการลักลอบค้าขายด้วย เช่น กรณี วัดเสือ คือ มีทั้งการขายสินค้าที่ทำจากชิ้นส่วนของเสือ และมีการลักลอบค้าขายเสือด้วย นอกจากนั้น ในปัจจุบัน มี 257 บริษัททักร์ทั่วโลก ได้ทำการยกเลิกโปรแกรมทัวร์ที่มีการทรมานสัตว์ไปแล้ว เช่น กิจกรรมการขี่ช้าง การแสดงของสัตว์เป็นต้น และมีหลายประเทศที่ยกเลิกการแสดงสัตว์ไปแล้ว

เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงข้อเสียของการผสมพันธุ์เสือในกรงของสวนสัตว์และฟาร์มเลี้ยงต่างๆ เนื่องจากเจตนาเหล่านั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการอนุรักษ์ แต่เป็นไปเพื่อการค้าและความบันเทิง อีกทั้งชนิดพันธุ์ของเสือที่ถูกขังกรงล้วนเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ในป่าของประเทศไทย มิหนำซ้ำการผสมพันธุ์ยังเกิดขึ้นในวงศ์วานว่านเครือ ซึ่งจะส่งผลให้เสืออ่อนแอ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมถึงการทารุณกรรมต่างๆนานา ที่ผู้เลี้ยงกระทำต่อสัตว์ซึ่งถูกกุมขังภายในอาณาบริเวณอันคับแคบ และไม่เป็นธรรมชาติ

การกระทำที่ไร้อารยธรรมเช่นนี้ จึงทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในการจับจ้องเฝ้ามองของนานาอารยประเทศ ผ่านอนุสัญญาไซเตส (CITES) ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกภาคีเครือข่าย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อกำหนด และจัดลำดับสถานะของประเทศไทยในด้านของความน่าเชื่อถือที่มีต่อประชาคมโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษกิจการค้าและความมั่นคงในด้านต่างๆ

ดังนั้น ทุกภาคส่วนในที่ประชุม จึงมีความเห็นร่วมกันว่าควรผลักดันให้มีกฎหมายยุติการผสมพันธุ์เสือที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์ ก่อนนำเสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงทุกภาคส่วนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในวาระต่อไป เพราะชะตากรรมของมนุษยชาติ ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของสัตว์ป่า

การแก้กฏหมายดังกล่าว อาจเป็นหนทางเดียวที่ปลดปล่อยเจ้าแมวยักษ์ที่อยู่ในกรงเลี้ยงให้พ้นจากความทุกข์ทรมานที่เกิดชั่วชีวิตและเป็นอิสระตามธรรมชาติของสัตว์ป่าอย่างถาวร

เมื่อสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดงและผู้ให้ความบันเทิงแก่มนุษย์อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด