สาระสำคัญของข่าวจากสื่อในเครือผู้จัดการระบุว่า เมื่อสืบสาวสายสัมพันธ์ที่มาที่ไป จึงพบว่า นายพิตตินันท์ คือคนของ "สหายช่วง" ธงชัย สุวรรณวิหค แกนนากลุ่มสันนิบาตประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ "ต้อย" สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และ สนธิญาณ ก็เป็นคนนำ นายพิตตินันท์ ไปฝากฝังให้เป็นผู้ติดตาม ร้อยเอกธรรมนัส
ล่าสุด วันนี้ นายสนธิญาณ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ มีต้นฉบับเป็นลายมือ ใจความสรุปว่า การนำเสนอข่าวชิ้นนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง / ไม่มีการตรวจสอบหรือหาข้อมูลในการนำเสนอ แม้ก่อนหน้านี้สื่อในเครือผู้จัดการได้รายงานถึงตนบางเรื่อง แต่ไม่รุนแรงหรือสร้างความเสียหายเท่ากับครั้งนี้ ดังนั้นจึงขออธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
โดยได้ระบุว่า
เรียน พี่สนธิ ลิ้มทองกุล
ในฐานะรุ่นน้องในวงการสื่อ ที่เคยพึงพาอาศัยพี่เมื่อปี ๒๕๓๑ หรือเมื่อ ๓๒ ปีก่อน ที่ผมและ พี่ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ได้เคยไปขอยืมเงินพี่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท) ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่มากพอสมควรในยุคสมัยนั้น และพี่กรุณาแนะนำวิธีการทำสื่อให้รอด เพราะเงินที่ยืมไปนั้นเพื่อเอามาต่ออายุนิตยสาร "อาทิตย์ รายสัปดาห์" ที่ผมกับพี่"ชัชรินทร์"ทำอยู่
แต่ที่สุด "นิตยสารอาทิตย์" ก็ไปไม่รอดอยู่ดี เพราะ "พี่ชัชรินทร์บอกกับผมว่าเรายอมตายแบบไดโนเสาร์ดีกว่าวิวัฒน์การไปเป็นตัวเงินตัวทอง แม้ผมได้คืนเงินพี่ไปแล้ว แต่ก็ยังระลึกถึงบุญคุณของพี่เสมอ
แต่การที่สื่อในเครือผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๓ ได้พาดหัวข่าวว่า "เปิดที่มา "เทพ" พิตตินันท์ รักเอียด ที่อยู่ในทีมงาน "ร.อ.ธรรมนัส" ได้อัปเกรดเป็นผู้ติดตามรัฐมนตรี เพราะสนธิญาณจัดให้" และรายงานในเนื้อหาข่าวว่า "...เมื่อสืบสาวสายสัมพันธ์ที่มาที่ไปจึงพบว่า "พิตตินันท์" คือคนของ "สหายช่วง" ธงชัย สุวรรณวิหค แกนนำกลุ่มสันนิบาตประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ "ต้อย" สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการ บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) Nation TV และสนธิญาณ ก็เป็นคนนำ "พิตตินันท์" ไปฝากฝังให้เป็นผู้ติดตาม "ร.อ.ธรรมนัส"
ผมขอเรียนพี่สนธิ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นจิตวิญญาณของสื่อในเครือผู้จัดการว่า เป็นการรายงานข่าวที่ "เลวมาก" นั่งเทียนเขียนโดยไม่ตรงข้อเท็จจริงเลย ไม่ตรวจสอบหรือหาข้อมูลในการทำข่าว แม้ก่อนหน้านี้สื่อในเครือผู้จัดการได้รายงานถึงผมบางส่วนบางเรื่องบางราวตรงข้อเท็จจริงบ้าง ไม่ตรงบ้าง แต่ไม่รุนแรงและเสียหายต่อผมและส่วนรวมเท่าครั้งนี้
ผมจึงขอเรียนข้อเท็จจริงต่างๆในชีวิตผมอันมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้
๑. โดยส่วนตัวผมไม่คบคนพร่ำเพรื่อ เพราะผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สังสรรค์กับผู้คน ไม่คุยกับบุคคลทั่วไป ถ้าไม่ใช่เรื่องชาติบ้านเมืองและการปฏิบัติธรรมตามประสบการณ์ที่ผมมี ผมไม่รับโทรศัพท์ คนที่ผมไม่รู้จักหรือเมมเมอรี่เบอร์ไว้ ไม่ยุ่งกับโลกโซเชียล ยกเว้นทำยูทูปให้กับสถาบันทิศทางไทย และเป็นผู้บรรยายให้สถาบันทิศทางไทยในฐานะประธานและอาจารย์
๒. ผมกับสหายช่วง หรือพี่ธงชัย สุวรรณวิหค เป็นเพื่อนร่วมชีวิต ร่วมเป็นร่วมตายกันมาตลอดชีวิตในทุกสถานการณ์ คบกันแบบลูกผู้ชายกับลูกผู้ชายในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา พี่ธงชัยไปช่วย พี่อ้อย "นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล" อดีตผู้ว่าสุราษฎร์ธานี ที่ลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นเพื่อนรักกันและผมรู้จักพี่อ้อยมายาวนานในฐานะรุ่นพี่รามทักษิณ และในครั้งนั้นได้เคยมีการเชิญผมไปบรรยายให้ผู้สมัครฟัง๑ครั้ง โดยไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัว