1. ซาอุฯไม่อยากเห็นสหรัฐฯเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ตามมาด้วยรัสเซีย ขณะที่ตัวเองเป็นเบอร์สาม เลยไม่สนราคาที่ลงเพราะต้นทุนต่ำกว่าพวก เรียกว่าลดราคาได้เต็มที่แย่งฐานลูกค้ามาก่อน (ปัจจุบันซาอุฯจำกัดการผลิตไม่เกิน10ล้านบาร์เรลต่อวัน)
2. สหรัฐฯได้รับผลกระทบแน่ เพราะเป็นผู้ผลิต เมื่อราคาลงต่ำกว่าต้นทุน บริษัทน้ำมันจะขาดทุน ปิดกิจการ เลิกจ้าง รอดูว่าผลลบจะแรงเหมือนช่วงที่ซาอุฯทำตอนปลายปี 15-16 หรือไม่ แต่เศรษฐกิจที่ชะลอ เฟดอาจลดดอกเบี้ยรอบ 17-18 มีนาคมนี้อีก 0.5%
3. เศรษฐกิจโลกผันผวนต่อเนื่องหลังไวรัสโควิดกดดันภาพรวม ซึ่งนอกจากอุปสงค์จะลดลงจนกระทบการส่งออกแล้ว สินค้าส่งออกของไทยยังมีกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน เช่น เคมี ปิโตรเลียม ยาง และสินค้าเกษตรต่างๆ ซึ่งจะมีผลให้การส่งออกปีนี้ติดลบหนักได้ ขณะที่การนำเข้าจะกลับติดลบหนักกว่าการส่งออก เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิน้ำมัน มากกว่า 10% การนำเข้า ซึ่งเมื่อราคาน้ำมันลง การนำเข้าโดยรวมก็จะลดลงด้วย อีกทั้งเอกชนจะชะลอการลงทุน มีผลให้การนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบหดตัวตาม โดยสรุป การส่งออกสุทธิ (ส่งออกหักนำเข้า)จะเติบโตได้ ทำให้ GDPไทยไม่ทรุดแรง
4.กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ลดลงได้แก่ กลุ่มสำรวจน้ำมัน กลุ่มเคมีปิโตรเลียม กลุ่มยาง ข้าว สินค้าเกษตร ปั๊มน้ำมัน และกลุ่มอื่นๆที่อาจขาดทุนสต๊อกน้ำมันและราคาสินค้าหรือรายได้เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน