จากการที่มีผู้แชร์ภาพทั้งในเฟชบุ๊ก และไลน์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 พร้อมทั้งข้อความว่า ให้ระวังเนื่องจากมีผู้ป่วยโรคโควิด-19 เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ได้ออกประกาศ ชี้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา มีการส่งต่อผู้ป่วยชายจากโรงพยาบาลชุมชนซึ่งเข้าข่ายต้องสอบสวนโรคโควิด-19 โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ใช้ชุดป้องกันในการนำส่งมาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ พบว่า มีการถูกถ่ายภาพขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและมีการส่งต่อในสื่อโซเชียลอย่างกว้างขวาง จนเป็นข่าวลือว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโรงพยาบาลหาดใหญ่
ทางสาธารณสุขจังหวัดสงขลาออกมายืนยันแล้วว่าไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยตามที่มีผู้นำไปลงในสื่อโซเชียลแต่อย่างใด วอนประชาชนอย่าเชื่อข่าวลือ ส่วนในเรื่องการใส่ชุดป้องกันของเจ้าหน้าที่ ทางโรงพยาบาลหาดใหญ่ ชี้แจ้งว่า เป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จะใช้ทันทีเมื่อพบผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามประกาศของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขที่มีไข้และอาการทางเดินหายใจ เช่น ไอ มีเสมหะ มีน้ำมูกหรือมีอาการปอดอักเสบซึ่งถือเป็นผู้ที่เข้าข่ายต้องสอบสวนโรคและต้องรอผลยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19หรือไม่
ในการนี้ประกาศโรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้เน้นย้ำ การถ่ายภาพผู้ป่วยในโรงพยาบาล ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยและการส่งภาพหรือข่าวที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ในสื่อโซเชียลนำไปสู่ผลกระทบต่อความตื่นตระหนกของประชาชน ทางโรงพยาบาลจะดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนร่วมต่อการสร้างข่าวลือ ทั้งนี้ การรายงานกรณีผู้ป่วยโควิด-19 ของประเทศไทย จะประกาศโดยกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น
ด้านมาตรการป้องกันจุดคัดกรองผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลหาดใหญ่มีความเข้มข้นมีการเปิดใช้ช่องทางเข้าและออกทางเดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรอง มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเครื่องเทอร์โมมิเตอร์แบบ Handheld และให้ผู้มาใช้บริการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์และสวมหน้ากากอนามัยทุกคน
จากนั้นถ้าหากไม่มีอาการเข้าข่ายโรคไวรัสโควิด 19 จะมีการปั๊มคำว่า SCAN ด้วยหมึกสีแดงที่ท้องแขน นั่นหมายความว่าได้ผ่านจุดคัดกรองเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าหากผู้มาใช้บริการวัดอุณหภูมิร่างกายแล้วเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จะมีการซักประวัติว่าเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ถ้าหากมีประวัติการเดินทางจะนำผู้ป่วยเข้าห้องแยกโรคและเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป