สำหรับการกระจายผลไม้ เจาะทุกอำเภอ ไปลง 824 อำเภอ ซึ่งบกลาง 414.20 ล้านบาท จะเป็นค่าขนส่ง2 บาทต่อกก. เป็นงบ 160ล้านบาท ค่าบริหารจัดการ1บาทต่อกก.เป็นงบ80ล้านบาท ค่าบริหารจัดการของสหกรณ์ปลายทาง 0.50 บาทต่อกก. ได้ชดเชยค่าบริหารจัดการกระจาสินค้าจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค 40 ล้านบาท จัดกิจกรรมกระตุ้นการตลาดรณรงค์บริโภคผลไม้ ระดับอำเภอ จุดละ 5หมื่นบาท รวม824 อำเภอ ในทุกจังหวัด เป็นเงิน 41.20 ล้านบาท ระดับจังหวัด จุดละ 5แสนบาท จำนวน 16 แห่ง จำนวน8ล้านบาท รวม2 ระดับ 48.20 ล้านบาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 2.40 บาทต่อกก. 3.5 ล้านใบ เป็นงบ 85 ล้านบาท ผลผลิตเป้าหมายกระจายผลไม้ 8 หมื่นตัน ช่วงเดือนเม.ย.ถึงเดือนก.ย.63 ซึ่งรัฐช่วยค่าขนส่ง ให้สหกรณ์ต้นทาง จะกระจายได้รวดเร็ว การช่วยเรื่องบรรจุภัณฑ์ ตะกร้า/กล่อง บรรจุผลไม้ ช่วยบริหารจัดการปลายทาง ลดความสูญเสีย ในภาวะตลาดตาย คาดหวังว่าตลาดเดินไปได้ ก็หยุด โดยผลผลิตออกมากเดือน เม.ย. 2แสนกว่าตัน สหกรณ์รองรับไป30% ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผลผลิตทุเรียน 7-8แสนตันต่อปี บริโภคในประเทศ 2.5แสนตัน
นายฉกรรจ์ กล่าวว่าผลไม้ทั้งประเทศ 5 ชนิด มีผลผลิตต่อปี 3.072ตัน โดยส่งออกจีน 1.324ตัน เป็น ทุเรียน มังคุด ลำไย และส่งออกเวียดนาม ร้อยละ46 ฮ่องกง ร้อยละ 7-8 ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรคระบาดไวรัสโควิด-19ดังนั้นประโยชน์จากโครงการนี้ ยกระดับราคาผลไม้และปรับสมดุลผลไม้ให้เป็นไปตามกลไลตลาด สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งใช้เครือข่ายสหกรณ์เป็นต้นแบบกระจายผลผลิตสู่ตลาด ผู้บริโภคได้รับสินค้ามีคุณภาพจากแหล่งผลิตราคาเป็นธรรม ซึ่งการกระจายผลไม้ 8 หมื่นตันช่วยดึงปริมาณและราคาไม่ให้ส่งผลต่อตลาดผลไม้ในประเทศคิดเป็นมูลค่า 4,649.80ล้านบาท