ภายหลังที่สภาผู้แทนราษฎร "นับคะแนนใหม่" ทำให้ไม่สามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ "มาตรา 44" ได้ ผมจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งในคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เพื่อศึกษาเรื่องเหล่านี้โดยตรง ซึ่งประเด็นปัญหาของ "มาตรา 44" มีหลากหลายประเด็น จำเป็นต้องทำรายงานออกมาหลายฉบับ นี่คือรายงานฉบับแรก
สอง อภิปรายสรุปญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางป้องกันมิให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมตั้งใจใช้โอกาสนี้อภิปราย "ทิ้งทวน" เพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของสภาผู้แทนราษฎรไว้
สาม เชิญ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มาชี้แจงและตอบข้อซักถามกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ในกรณีเรื่องแนวทางการจัดการชุมนุมสาธารณะ และกรณี "วิ่งไล่ลุง"
สี่ เชิญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มาชี้แจงและตอบข้อซักถามกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เรื่อง ปัญหาทางกฎหมายกรณีการประกอบธุรกิจของกองทัพ และการทำธุรกิจกันในค่ายทหาร
ห้า ต้อนรับและสนทนาแลกเปลี่ยนกับประธานกรรมาธิการคมนาคม และอดีต รมต คมนาคม และคณะ จากประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี
หก ประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งสัปดาห์นี้จะเข้าเรื่องสำคัญ นั่นคือ หมวดว่าด้วยรัฐสภา
ในตารางการทำงานของผม ยังกำหนดไว้อีกหลายเรื่องในสัปดาห์ต่อๆไป เดือนต่อๆ ไป
การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า
การเสนอร่างพระราชบัญญัติอีกหลายเรื่อง เช่น เพิ่ม ป.อาญา มาตรา 113/1, แก้ไขกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, กฎหมาย anti-slapp, กฎหมายยกเลิกโทษอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท, แก้ไขกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, แก้ไขกฎหมายชุมนุมสาธารณะ, แก้ไข พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เป็นต้น
การจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบของประกาศ คสช คำสั่ง คสช. การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในทุกมิติ
การพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
การจัดเวทีเสวนาใหญ่เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเชิญนักวิชาการ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน จากในประเทศและต่างประเทศ
การจัดเวที "คณะกรรมาธิการฯพบประชาชน" ในหลายจังหวัด
การนำคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ไปศึกษาดูงานที่ประเทศรวันดา เพื่อหาความรู้กรณีการปรองดองสมานฉันท์ภายหลังการฆ่าล้างเผ่านพันธุ์, ไปศึกษาดูงานที่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหาความรู้จากศาลรัฐธรรมนูญของเขา ที่เริ่มต้นมาพร้อมเรา แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลกว่าเรามาก และไปดูการแสวงหาความปรองดองและสันติภาพที่อาเจะห์
การนำคณะกรรมาธิการฯเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญและคณะ ประธานศาลฎีกาและคณะ ประธานศาลปกครองสูงสุดและคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
การนำคณะกรรมาธิการฯเข้าดูสภาพเรือนจำ และเยี่ยม "นักโทษการเมือง"
การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ต่อต้านการซ้อมทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ ผมจะได้ทำในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ 21 ก.พ.นี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสถาบันการเมืองเพียงแห่งเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
"ผู้แทนราษฎร" คือ ผู้ที่ใช้อำนาจของราษฎรแทนราษฎร
สภาผู้แทนราษฎร มีพันธกิจในการนำความต้องการของประชาชนมาทำให้เกิดผล
สำหรับผมแล้ว เวลาจะมากหรือน้อยเพียงใด เหลือเวลาอีกเท่าไร ไม่สำคัญ ขอเพียงเราเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ และทำมันทุกวันเสมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย
ชมโพสต์ต้นฉบับ