ใน 5-7 วัน จำนวนผู้ติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ จะเพิ่มเป็น 1 เท่าตัว จาก 10,000 คน อีก 7 วันข้างหน้าก็จะกลายเป็น 20,000 คน จาก 20,000 ในอีก 7 วันข้างหน้าก็จะกลายเป็น 40,000 คน สถานการณ์ที่เรียกว่าเอ้าเบรก คือหยุดไม่อยู่ในขณะนี้ จะดำเนินต่อไปจนถึงหลักแสนคน
วงการแพทย์ไม่ตื่นเต้นกับตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นไปตามการคำนวณการแพร่ระบาดของโรคโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์มาแล้วก่อนหน้านี้
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก บรรยายให้กับบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาฯ ฟังเพื่อความไม่ตื่นตระหนก และพร้อมรับมือ
เพราะไวรัสตัวนี้ไม่มีความรุนแรง เมื่อเที่ยบกับ เมอร์ส หรือ ซาร์ส จึงระบาดได้ไกล อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2.2 %หรืออาจต่ำกว่านั้น ลักษณะการดำเนินโรคจะคล้ายๆกับโรคระบาดในอดีต
ย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ 2 เคยมีการระบาดของอหิวาตกโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปจำนวนมาก เมื่อการระบาดดำเนินไปได้ถึงจุดหนึ่ง มนุษย์กลุ่มหนึ่งจะเกิดจะเกิดภูมิคุ้มกันในร่างกาย และโลกก็จะสงบลง
มี 2 สมมติฐานทางการแพทย์คือหากควบคุม การระบาด ไปได้ที่นานที่สุดโรคก็จะระบาดก็จะสงบลงช้าขณะที่อีกสมมติฐานหนึ่ง คือถ้าปล่อยให้โรคระบาดดำเนินต่อไปโดยไร้การควบคุม ก็จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากแต่โรคก็จะสงบลงเร็ว
ในการสาธารณสุขเลือกที่จะใช้หลักการในสมมติฐานแรกคือควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไปให้นานที่สุดด้วยหวังว่าจะมีวัคซีนหรือยามารักษา เพราะหากปล่อย ให้เกิดการแพร่ระบาดโดยไร้การควบคุม โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขจะมีไม่เพียงพอ
ในระยะนี้บุคลากรทางการแพทย์จึงถูกเรียกตัวไปประชุมเชิงปฏิบัติการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือ การวินิจฉัย และการรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 และเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลเพื่อรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่อาจมีมากขึ้น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน บอกว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศมีเพียงพอรองรับผู้ป่วย หากเป็นไปตามการคำนวณตามแบบจำลองการดำเนินของโรค อย่างที่แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสกล่าวมา