ตามแผนงานจะมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี โดยในปีที่ 1 จะทำการการคัดเลือกต้นแบบระดับโรงงาน จำนวน 15 แห่ง และต้นแบบระดับนิคม 2 แห่ง สำหรับรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำในปัจจุบัน ทั้งในเชิงคุณภาพ และปริมาณ โดยผู้เชี่ยวชาญ และทำการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 3R ร่วมกับ IoT เพื่อพัฒนาเป็น"ต้นแบบหรือโมเดลการบริหารจัดการน้ำของนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานแต่ละประเภท"ก่อนขยายผลไปยังโรงงานหรือนิคมฯ อื่น ๆ ในพื้นที่ EEC และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้ภาครัฐเพื่อออกเป็นกฎหมาย หรือมาตรการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปด้าน ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ 3R คือ Reuse Reduce และ Recycle นั้น เป็นทิศทางที่ทำกันมาแล้วทั่วโลก โดยยุโรปมีนำมาใช้แล้วสามารถลดการใช้น้ำได้ 10 50 % จึงเชื่อว่าระบบ 3R จะเป็นทางออกให้กับภาคบริการเช่นกัน
"ในฐานะนักวิจัยเรามองว่า เรื่องของ 3R ไม่ได้แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นองค์รวม คือ Circular Economy การศึกษาจึงไม่เพียงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังต้องศึกษาในด้านของเศรษฐศาสตร์ และแรงจูงใจทางด้านกฎหมายด้วย"โดยโครงการนี้ในระยะที่ 1 จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ และออกแบบ ทั้งน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน ศึกษาการจัดการองค์ความรู้ 3R โดยที่ผ่านมาผู้วิจัยได้เข้าสำรวจเก็บข้อมูลโรงงานสถานประกอบการ พร้อมถอดบทเรียนในพื้นที่ที่ทำจริง ออกแบบและประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์และที่ไม่ใช่เชิงเศรษฐศาสตร์ผศ.ดร.ธนพล กล่าวเพิ่มเติมว่า "การบริหารจัดการน้ำด้วยหลัก 3R คือ เมื่อเราใช้น้ำแล้ว แทนที่เราจะบำบัดแล้วปล่อยออก เราจะเพิ่มการบำบัดอีกขั้นหนึ่งให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ เบื้องต้นเราตั้งเป้าการนำกลับมาใช้ใหม่แบบ non portable คือ ไม่สัมผัสร่างกาย ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งกับ Black water คือน้ำเสียจากสุขภัณฑ์/ส้วม และ Gray Water น้ำเสียจากกระบวนการอื่นๆ"
โดยผลผลิตในระยะที่ 1 (ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี) คือแบบทางวิศวกรรมของระบบ 3R ที่มี IoT เข้าช่วยสำหรับภาคบริการ 6 ประเภทคือ กลุ่มธุรกิจการค้า, กลุ่มสถานบริการและที่พัก, กลุ่มสถานศึกษา, กลุ่มโรงพยาบาล, กลุ่มสถานีบริการเชื้อเพลิง, และ กลุ่มตลาด ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าและสหกรณ์ นอกจากนี้ผลผลิตสำคัญคือการวิเคราะห์ว่าภาคส่วนใดของภาคบริการที่มีโอกาสในการทำ 3R เพื่อลดการใช้น้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากที่สุด พร้อมทั้งการประเมินทางเศรษฐศาสตร์เพื่อพัฒนามาตรการทางนโยบาย และ กฎหมายในการสนับสนุนให้เกิดการนำระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการที่ศึกษาในโครงการนี้มาใช้งานจริงนอกจากนี้ในปี 2563 และ 2564 จะมีการทำต้นแบบการใช้ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการที่ศึกษาในโครงการระยะที่ 1 กับสถานประกอบการจริง และเก็บผลสัมฤทธิ์จริงเพื่อเป็นต้นแบบสู่การขยายผลในระดับประเทศต่อไป