นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมด้วยนายชยธรรม์ พรหมศรผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) นายสุรงค์ บูลกุลประธานคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการกทพ. แถลงข่าวการยุติข้อพิพาททางด่วน
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.994/2556คดีหมายเลขแดงที่ อ.932/2561 และคดีหมายเลขดำที่ อ.995/2556 คดีหมายเลขแดงที่อ.933/2561 ฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2561 ระหว่าง บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือจำกัด (NECL) (ผู้ร้อง)การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) (ผู้คัดค้าน)กรณีกรมทางหลวงมีการก่อสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ส่วนต่อขยายช่วงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ รังสิต โดยเส้นทางดังกล่าวมีลักษณะเป็นทางแข่งขันตามข้อ 16 ของสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอินปากเกร็ดการเปิดใช้ทางยกระดับดังกล่าวเป็นผลให้ผู้ร้องได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรง
โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่ให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าชดเชยรายได้ที่ลดลงจากประมาณการแก่ผู้ร้อง สำหรับปี2542 จำนวน 730,800,000.- บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดตามสัญญาข้อ 25.6ของเงินต้นดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป และสำหรับปี 2543จำนวน 1,059,200,000.- บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดตามสัญญาข้อ 25.6ของเงินต้นดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด (ครบกำหนดวันที่ 19 ธันวาคม 2561)และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง รวมเงินต้นและดอกเบี้ย ณ วันที่ 30เมษายน 2562 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4,359,916,478.- บาท
อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 2ตุลาคม 2561 รับทราบรายงานผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวโดยให้ความเห็นว่า เพื่อบรรเทาความสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่รัฐและเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของทางราชการกรณีหน่วยงานของรัฐมีข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือถูกฟ้องคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม (กทพ.)แล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งนำไปสู่การฟ้องคดีในศาลปกครองสูงสุดโดยผลของคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการนั้นให้หน่วยงานของรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายหรืออื่นใดจึงมีมติให้หน่วยงานของรัฐนั้นอาจดำเนินการเจรจาต่อรองกับคู่พิพาทเพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ราษฎรได้โดยให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ชอบด้วยกฎหมาย และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญและขอให้แจ้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐในกำกับดูแลทราบและถือปฏิบัติต่อไป
กระทรวงคมนาคมได้พิจารณาแนวทางการยุติข้อพิพาทโดยการแก้ไขสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่2 สัญญาเพื่อการต่อขยายโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วน D) และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอินปากเกร็ด โดยต่อขยายระยะเวลาสัมปทานทั้ง 3สัญญาออกไปสิ้นสุดพร้อมกันในวันที่ 31 ตุลาคม 2578 (รวม 15 ปี 8 เดือนนับจากวันที่สัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB และ C สิ้นสุดลง) โดยไม่มีการลงทุนปรับปรุงทางด่วน (DoubleDeck)
สำหรับรายละเอียดการต่อสัญญา ได้แก่ ต่อสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB และ C เป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือนต่อสัญญาทางด่วนขั้นที่2 ส่วน D เป็นระยะเวลา8 ปี 6 เดือน ต่อสัญญาทางด่วนบางปะอิน ปากเกร็ด เป็นระยะเวลา 9 ปี 1 เดือน
"หากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าวในวันที่ 24 ธ.ค. 2562 กระทรวงฯ จะแจ้งให้ กทพ. เร่งเจรจากับบริษัทฯและส่งผลการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับฯ ตามมาตรา 43และส่งร่างสัญญาที่จะแก้ไขให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาเพื่อดำเนินการแก้ไขสัญญาตามมาตรา 47แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 68 ของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562ให้แล้วเสร็จก่อนที่สัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB และ C จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563"