นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยาผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้ ธปท.จะมีการออกแนวนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Guiding Principle for Mobile Banking Security)
การออกเกณฑ์ดังกล่าวเนื่องจากพบว่าปัจจุบันการใช้งานโมบายแบงกิ้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหากดูยอดบัญชีที่ใช้โมบายแบงกิ้งของทั้งระบบในช่วง9 เดือนของปี 2562 มียอดใช้งานรวมอยู่ที่ 55 ล้านบัญชี และมียอดธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งกว่า 3,200 ล้านรายการ จากปี 2561 ที่จำนวนลูกค้าโมบายแบงกิ้ง 41 ล้านบัญชี มีปริมาณธุรกรรมจำนวน 2,700 ล้านรายการดังนั้น โทรศัพท์มือถือ จึงถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในการทำธุรกรรมทางการเงิน
ธปท.จึงเห็นควรว่า ต้องดูแลความปลอดภัยบนโมบายล์แบงกิ้ง เพื่อให้ผู้ใช้บริการใช้งานอย่างปลอดภัยและสบายใจมากขึ้น สอดคล้องกับต่างประเทศ ที่มีการยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินบนโมบายแบงกิ้งเพิ่มขึ้น หลังจากเห็นความเสี่ยงที่มาจากการถูกมัลแวร์ และมาจากภัยที่เกิดจากการเจลเบรกมือถือต่างๆ จึงเป็นที่มาของการยกระดับความปลอดภัยในการให้บริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น
ผู้ช่วยผู่ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การออกแนวปฏิบัติหรือแนวนโยบายของ ธปท. จะออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือให้ธนาคารกำหนดมาตรการขั้นต่ำ โดยจะไม่อนุญาตให้อุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยต่ำ เช่น มือถือที่มีเวอร์ชั่นต่ำเข้าใช้งานบนโมบายแบงกิ้งได้ เช่นหากเป็นโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android)ต่ำกว่าเวอร์ชั่น 4 หรือระบบไอโอเอส (IOS) ต่ำกว่าเวอร์ชั่น 8 ถือว่ามีระดับความปลอดภัยต่ำ หากเทียบกับระบบ IOS ปัจจุบันที่เวอร์ชั่นอยู่ที่ 13.3
"โทรศัพท์มือถือที่ไม่อัปเดตเวอร์ชั่นเหล่านี้ อาจถูกจำกัดการใช้งาน ทำได้เพียงบางธุรกรรมทางการเงินบนโมบายแบงกิ้งเท่านั้น หรืออาจจจะไม่สามารถใช้โมบายแบงกิ้งได้ในอนาคต เช่นเดียวกันกับ โทรศัพท์ที่ถูกการเจลเบรกมา ก็อาจถูกจำกัดการใช้งาน หรือใช้งานบนโมบายแบงกิ้งไม่ได้เช่นกัน"นางสาวสิริธิดา กล่าว
สำหรับส่วนที่สอง คือธนาคารต้องมีมาตรการในการตั้งรหัสผ่านที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการถูกแฮกข้อมูลบนโมบายล์แบงกิ้งได้ ซึ่งการออกแนวปฏิบัติดังกล่าว จะให้เวลาธนาคารในการปรับตัว ทั้งเตรียมพร้อมเรื่องระบบ และสื่อสารกับลูกค้าธนาคารที่ใช้โมบายล์แบงกิ้ง โดยมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม 4 เดือน หรือจนถึงเดือน เม.ย. 2563 ก่อนจะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงในเดือน พ.ค. 2563 เป็นต้นไป
นางสาวสิริธิดา กล่าวต่อว่า จากการพูดคุยและการสำรวจความเห็นภาคธุรกิจธนาคารเบื้องต้น พบว่ามีผู้ใช้บริการทางการเงินผ่านโมบายแบงกิ้งของธนาคารที่เข้าข่ายโทรศัพท์มือถือผ่านการเจลเบรกมาแล้วราว 1 % ของผู้ใช้บริการบนโมบายแบงกิ้งทั้งหมด หรือมีจำนวนไม่ถึง 1 หมื่นเครื่องเท่านั้น ขณะที่โทรศัพท์มือถือที่มีเวอร์ชั่นต่ำ เช่นแอนด์ดรอยต่ำกว่าเวอร์ชั่น 4 มีไม่ถึง 1 % หรือต่ำกว่า 1 หมื่นเครื่องเช่นกัน