โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ผู้เสียหายเป็นองค์การหรือหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ และเป็นธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ จําเลยที่ ๑ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีอํานาจหน้าที่กํากับ ดูแล ควบคุมตรวจสอบธนาคารผู้เสียหาย จําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๗เป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหายมีหน้าที่จัดการ ดูแล ครอบครองทรัพย์สินของธนาคารผู้เสียหายและรับผิดชอบในการดําเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย โดยจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารผู้เสียหายและเป็นกรรมการบริหาร มีจําเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการบริหารและจําเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้จัดการอีกตําแหน่งหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบในการดําเนินงานทั้งปวงตลอดจนบังคับบัญชาพนักงานธนาคารผู้เสียหาย จําเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๒เป็นกรรมการสินเชื่อ มีจําเลยที่ ๕ เป็นประธาน จําเลยที่ ๑๒ ถึงที่ ๑๗ ทําหน้าที่รับผิดชอบลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่เริ่มเป็นลูกค้าจนชําระหนี้เสร็จสิ้น จําเลยที่ ๑๘ และที่ ๑๙เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัดมีจําเลยที่ ๒๓ และที่ ๒๔ เป็นกรรมการผู้มีอํานาจกระทําการแทนจําเลยที่ ๒๐ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจํากัด มีจําเลยที่ ๑๘ ที่ ๑๙ ที่ ๒๑ และที่ ๒๒ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลในเครือของจําเลยที่ ๒๐ โดยมีจําเลยที่ ๒๕ เป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัทในเครือจําเลยที่ ๒๐ ทั้งหมด จําเลยที่ ๒๐ มีผลการดําเนินการและฐานะทางการเงินประสบผลขาดทุนมาโดยตลอดและอยู่ในเกณฑ์อาจถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงต้องจัดทําแผนฟื้นฟูกิจการโดยการเพิ่มทุน ลดทุน ซึ่งจําเลยที่ ๒๐ ต้องรวบรวมหุ้นทั้งหมดให้ได้สัดส่วนสามในสี่ของทุนทั้งหมดเพื่อใช้ลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น จําเลยที่ ๒๐ จึงต้องขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อนํามาใช้ในการขอซื้อหุ้นบุริมสิทธิคืนจากสถาบันการเงินหลายแห่ง รวมทั้งธนาคารผู้เสียหายด้วย แต่จําเลยที่ ๒๐ ไม่อยู่ในฐานะที่จะขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จึงต้องให้กลุ่มบริษัทในเครือดําเนินการแทนดังนั้น เมื่อระหว่างวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๗เวลากลางวันติดต่อกัน จําเลยทั้งยี่สิบเจ็ดได้ร่วมกันกระทําความผิด โดยแบ่งหน้าที่กันทํา โดยจําเลยที่ ๑ในฐานะนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและมิชอบ เข้ามีส่วนได่เสียเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นโดยสั่งการผ่านไปทางจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้อนุมัติสินเชื่อตามโครงการที่จําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ เสนอแล้วจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๗ ซึ่งเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหายอันเป็นอาชีพที่ไว้วางใจของประชาชนได้ครอบครองทรัพย์และรับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของธนาคารผู้เสียหายร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินของธนาคารผู้เสียหายเป็นของตนและจําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ ด้วยการให้สินเชื่อแก่จําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗โดยทุจริตและมิชอบ โดยการกระทําผิดหน้าที่ ละเว้นไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ระเบียบ กฎหมายและหลักเกณฑ์ทั่วไปของธนาคารพาณิชย์พึงปฏิบัติ และจําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ ร่วมกันและสนับสนุนจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๗ กระทําความผิดด้วยการเสนอโครงการเพื่อขอสินเชื่อโดยทุจริตและมิชอบและเมื่อได้รับอนุมัติแล้วได้นําเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยทุจริต เป็นเหตุให้ธนาคารผู้เสียหายผู้ถือหุ้น และประชาชนผู้ฝากเงินได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๑๐,๐๕๔,๔๖๗,๔๘๐ บาท
โดยมีรายละเอียดของการกระทําคือเมื่อระหว่างวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๖เวลากลางวันติดต่อกัน จําเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๗ ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อ ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้แก่จําเลยที่ ๑๘ โดยจําเลยที่ ๒๓ และที่ ๒๔ ในฐานะผู้แทนของจําเลยที่ ๑๘ และในฐานะส่วนตัวเพื่อนําเงินไปซื้อที่ดิน โดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงิน ความสามารถในการชําระหนี้วัตถุประสงค์ของการใช้สินเชื่อ แหล่งเงินทุนที่จะชําระหนี้ และไม่ควบคุมติดตามดูแลสินเชื่อหลังการอนุมัติโดยใกล้ชิด รวมทั้งไม่เรียกหลักประกันให้คุ้มหนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของธนาคารผู้เสียหายมิให้เสียหายตามกระบวนการมาตรฐาน ระเบียบ คําสั่ง และนโยบายสินเชื่อที่ธนาคารผู้เสียหายธนาคารแห่งประเทศไทย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกําหนด เมื่อได้รับสินเชื่อแล้ว จําเลยที่ ๑๘ไม่นําเงินไปซื้อที่ดินตามที่ขออนุมัติ กลับโอนให้จําเลยที่ ๒๑ ที่ ๒๕ และพวกพ้อง เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต เป็นเหตุให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทเมื่อระหว่างวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗เวลากลางวันติดต่อกัน จําเลยที่ ๑ สั่งการให้จําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๗ อนุมัติสินเชื่อตามที่จําเลยที่ ๑๘
ถึงที่ ๒๗ เสนอ แล้วจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๗ ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อ ๙,๙๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งเป็นวงเงินปลดภาระหนี้ (Refinance) จากธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ๘,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อที่ดิน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พัฒนาสาธารณูปโภค ๑,๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จําเลยที่ ๑๙ โดยจําเลยที่ ๒๓ และที่ ๒๔ ในฐานะผู้แทนของจําเลยที่ ๑๙ และในฐานะส่วนตัว โดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงินและความสามารถในการชําระหนี้ ความเป็นไปได้ และวัตถุประสงค์ของโครงการแหล่งเงินทุนที่จะชําระหนี้คืน ไม่ตรวจสอบยอดหนี้ที่แท้จริงที่จําเลยที่ ๑๙ มีอยู่กับธนาคารกรุงเทพ จํากัด(มหาชน) ซึ่งหากตรวจสอบแล้วก็สามารถทราบได้ว่า จําเลยที่ ๑๙ มีหนี้ที่ต้องชําระให้ธนาคารกรุงเทพ จํากัด(มหาชน) เพียง ๔,๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งไม่ตรวจสอบและประเมินที่ดิน ซึ่งใช้เป็นหลักประกันตามระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีการรับรองราคาประเมินที่ดินหลักประกันสูงถึง๑๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ความจริงแล้วราคาที่ดินหลักประกันมีมูลค่าที่แท้จริง๔,๖๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาทธนาคารผู้เสียหายได้จ่ายเงินตามวงเงินสินเชื่อให้แก่จําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ เป็นเงินชําระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ๘,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าซื้อที่ดิน ๓๖๘,๗๓๒,๑๐๐ บาทแล้วจําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ นําเงินไปชําระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ๔,๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ นําไปซื้อหุ้นบุริมสิทธิของจําเลยที่ ๒๐คืนจากสถาบันการเงินต่างๆ โดยแบ่งหน้าที่ให้จําเลยที่ ๒๑ นําเงิน ๑,๐๑๐,๕๓๖,๐๐๐ บาทไปวางมัดจําและชําระค่าหุ้นบุริมสิทธิของจําเลยที่ ๒๐ ให้ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) และนําไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนกับพวกพ้อง เป็นเหตุให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๘,๓๖๘,๗๓๒,๑๐๐ บาทเมื่อระหว่างวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๗ เวลากลางวันติดต่อกัน จําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขายหุ้นบุริมสิทธิของจําเลยที่ ๒๐ ที่ธนาคารผู้เสียหายถือครองอยู่ ๑๑๘,๕๗๓,๕๓๘ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงิน๑,๑๘๕,๗๓๕,๓๘๐ บาทให้แก่จําเลยที่ ๒๒ ให้เครดิตการชําระเงินค่าหุ้นภายใน ๔ เดือน โดยไม่มีหลักทรัพย์เป็นประกันจึงเป็นการขายหุ้นในลักษณะการให้สินเชื่อตามระเบียบ คําสั่ง และนโยบายสินเชื่อของธนาคารผู้เสียหายโดยไม่มีการวิเคราะห์ฐานะและความสามารถในการชําระหนี้ของจําเลยที่ ๒๒ ทั้งเป็นการขัดกับวิธีปฏิบัติปกติในเรื่องการขายหุ้นที่ต้องชําระราคาค่าหุ้นทันทีที่ซื้อขาย รวมทั้งสถาบันการเงินอื่นที่ถือครองหุ้นบุริมสิทธิของจําเลยที่ ๒๐ ในช่วงนั้นขายหุ้นบุริมสิทธิของจําเลยที่ ๒๐ แก่ผู้ซื้อหุ้น ซึ่งเป็นบริษัทในเครือจําเลยที่ ๒๐ ก็ได้รับชําระค่าหุ้นทันทีที่ซื้อขายทั้งหมด
นอกจากนั้นจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มอบฉันทะให้จําเลยที่ ๒๒ โดยจําเลยที่ ๒๗ ในฐานะผู้แทนของจําเลยที่ ๒๒ และในฐานะส่วนตัวใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นของจําเลยที่ ๒๐ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเนื่องจากธนาคารผู้เสียหายยังไม่ไดรับชําระเงินค่าหุ้น๑,๑๘๕,๗๓๕,๓๘๐ บาท เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนาและแขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน จําเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจําเลยที่ ๑ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐, อม. ๑๐/๒๕๕๒ และจําเลยในคดีหมายเลขดําที่ อม. ๙/๒๕๕๑ ของศาลนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒,๑๕๗, ๓๕๒, ๓๕๓ และ ๓๕๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐพ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา๔, ๘ และ ๑๑ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๐๗, ๓๐๘, ๓๑๑, ๓๑๓ และ ๓๑๕ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจํากัด พ.ศ. ๒๕๓๕มาตรา ๘๕, ๙๑ นับโทษจําเลยที่ ๑ คดีนี้ต่อจากโทษของจําเลยที่ ๑ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐อม. ๑๐/๒๕๕๒ และจําเลยในคดีหมายเลขดําที่ อม. ๙/๒๕๕๑ของศาลนี้ ให้จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๗ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน ๑๐,๐๕๔,๔๖๗,๔๘๐ บาท แก่ธนาคารผู้เสียหายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องให้จําเลยที่ ๑ ทราบโดยชอบแล้ว จําเลยที่ ๑ ไม่มาศาล จึงออกหมายจับจําเลยที่ ๑ แต่ไม่สามารถติดตามจับจําเลยที่ ๑ ได้ภายในกําหนด จึงจําหน่ายคดีเฉพาะจําเลยที่ ๑ ออกจากสารบบความชั่วคราวจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๒๗ ให้การปฏิเสธ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไต่สวนแล้วพิพากษาลงโทษจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และที่ ๑๒ ว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๑๓ ประกอบมาตรา ๓๐๗ และมาตรา ๓๐๘ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ ประกอบมาตรา ๓๕๔ และจําเลยที่ ๓ ว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๘ อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทํากรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จําคุกจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และที่ ๑๒ คนละ ๑๘ ปี จําเลยที่ ๕ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ และที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๗ มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖
และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๑ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๑๕ ประกอบมาตรา ๓๐๗ และมาตรา ๓๐๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ และมาตรา ๓๕๔ ประกอบมาตรา ๘๖ เป็นการกระทํากรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จําคุกจําเลยที่ ๕ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ และที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๗ คนละ ๑๒ ปี สําหรับจําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๗ มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ และมาตรา ๑๑ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๑๕ ประกอบมาตรา ๓๐๗ และมาตรา ๓๐๘ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ และมาตรา ๓๕๔ ประกอบมาตรา ๘๖ เป็นการกระทํากรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ โดยจําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้ปรับรายละ ๒๖,๐๐๐ บาท ส่วนจําเลยที่ ๒๓ ถึงที่ ๒๗ ให้จําคุกคนละ ๑๒ ปี ให้จําเลยที่ ๒๐ ที่ ๒๕ และที่ ๒๖ ร่วมกันคืนเงิน ๑๐,๐๐๔,๔๖๗,๔๘๐ บาทแก่ธนาคารผู้เสียหาย โดยให้จําเลยที่ ๓ ที่ ๒๒ และที่ ๒๗ ร่วมรับผิด ๙,๕๕๔,๔๖๗,๔๘๐ บาท จําเลยที่ ๑๒ ถึงที่ ๑๗ ที่ ๒๑ ที่ ๒๓ และที่ ๒๔ ร่วมรับผิด๘,๘๑๘,๗๓๒,๑๐๐ บาท จําเลยที่ ๑๘ ร่วมรับผิด ๔๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจําเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ และที่ ๑๙ ร่วมรับผิด ๘,๓๖๘,๗๓๒,๑๐๐ บาท ซึ่งเงินส่วนนี้ถ้าธนาคารผู้เสียหายได้รับชําระคืนแล้วเป็นจํานวนเท่าใดก็ให้หักออกจากจํานวนที่สั่งให้ใช้คืนตามส่วน หากจําเลยที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๒ ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ข้อหาและคําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สําหรับจําเลยที่ ๖ และที่ ๗ ให้ยกฟ้องต่อมามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ศาลพิจารณาคดีโดยไม่จําต้องกระทําต่อหน้าจําเลยได้