ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา นักจิตวิทยาคลินิก และนักวิชาการด้านคุ้มครองเด็ก กล่าวว่าเด็กที่ถูกรังแกต่อเนื่องจะแสดงอาการอยู่ 2 ประเภท คือ 1.เก็บกดจนมีอาการซึมเศร้าและทำร้ายตัวเอง และ 2.แสดงออกภายนอกด้วยการลงมือกระทำความรุนแรง ต่อสู้จนกลายเป็นอาชญากรเด็ก
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหลายเคสที่เกิดเป็นข่าวและไม่เกิดเป็นข่าว ที่เป็นความรุนแรงในโรงเรียนอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งเกิดมาจากการกลั่นแกล้งกัน งานวิจัยที่ตนเคยทำเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนพบว่ามีเด็กถูกรังแกถึง 40% เพราะฉะนั้นที่ปรากฏเป็นข่าวอาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
กรณีเด็ก ม.1 ลงมือยิงเพื่อนที่ล้อเลียน จนเสียชีวิตมีการสันนิษฐานว่าเป็นการเลียนแบบการใช้ความรุนแรงจากเกมด้วยนั้น ดร.สมบัติ บอกว่า ก็มีหลายปัจจัยที่เป็นแรงหนุนให้เกิดความรุนแรงไม่เฉพาะแค่การเลียนแบบเกม แต่พฤติกรรมของผู้ใหญ่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือคนอื่นๆ ที่หาทางออกด้วยการใช้ความรุนแรง ก็มีส่วนให้เด็กเลียนแบบได้ รวมไปถึงละคร ภาพยนตร์ต่างๆเพราะฉะนั้นในแต่ละเคสจึงไม่ควรลงน้ำหนักว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป
แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสพฐ. ได้เชิญตนให้เข้าร่วมประชุม เพื่อหาทางออกปัญหาเด็กรังแกในโรงเรียน วันที่ 26 ธันวาคมนี้ เพื่อเตรียมลงพื้นที่สำรวจสถิติ เด็กที่รังแกกันทั้งประเทศ โดยใช้เวลาในการสำรวจประมาณ 5 เดือน ก่อนที่จะกำหนดเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ดร.สมบัติ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ ที่มีการออกกฎหมายให้โรงเรียนต่างๆ ต้องมีกิจกรรมป้องกันการรังแกกัน มีบททดสอบ และการประเมินผล ซึ่งหากสถานศึกษาหรือโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษ เช่น การตัดงบประมาณ เป็นต้น