นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรมอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามมูลค่าการค้าของไทยกับ18 ประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่นเกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี และฮ่องกง พบว่า ในช่วง 5ปีที่ผ่านมา (ปี 25572561)การส่งออกของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอ เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.31สูงกว่าการส่งออกไปประเทศที่ไม่มีเอฟทีเอด้วย ซึ่งเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.75
สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ 18ประเทศคู่เอฟทีเอ ในช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค.) ปี 2562 เป็น 253,898.1ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 62.4 ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก เป็นการส่งออก128,271.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 125,626.9 ล้านเหรียญสหรัฐคู่เอฟทีเอที่ไทยค้าด้วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ อาเซียน 90,737 ล้านเหรียญสหรัฐรองลงมาคือ จีน 65,155 ล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่น 48,733 ล้านเหรียญสหรัฐ ออสเตรเลีย12,225 ล้านเหรียญสหรัฐ และ เกาหลีใต้ 11,297 ล้านเหรียญสหรัฐโดยไทยได้ดุลการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ เช่น อาเซียน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์เปรู ชิลิ และฮ่องกง สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น รถยนต์และส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญของไทย เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เหล็ก และผลิตภัณฑ์
นางอรมน กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย) ของปี 2562ไทยส่งออกโดยใช้สิทธิเอฟทีเอ 50,312.06 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 78.25ของการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ และนำเข้าโดยใช้สิทธิเอฟทีเอ 27,594.41ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 52.25 ของการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิกรอบเอฟทีเอที่ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 3 อันดับแรก คือ อาเซียน จีนและออสเตรเลีย และสินค้าที่ใช้สิทธิเอฟทีเอสูงสุด 3 อันดับแรก คือยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
"เอฟทีเอเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันท่ามกลางแนวโน้มการกีดกันการค้าและความไม่แน่นอนของการค้าโลก กรมฯได้ตอบสนองนโยบาย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฏ์) ที่ให้เร่งสรุปเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถานไทย-ศรีลังกา ให้เสร็จภายในปี 2563และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดการเจรจาเอฟทีเอกรอบใหม่ๆ เพื่อแสวงโอกาส และลดอุปสรรคทางการค้าให้กับสินค้าและบริการของไทยซึ่งจะช่วยให้มูลค่าการค้าและการส่งออกของไทยขยายตัว มีแต้มต่อในการแข่งขันที่สำคัญอยากให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญและใช้ประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่เพิ่มโอกาสการส่งออก และอาจนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำมาต่อยอดและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าและบริการของไทย"นางอรมนกล่าว