นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เคยให้ความเห็นในกรณีนี้ไว้ว่า สถานการณ์วัสดุก่อสร้างขาดแคลนก็เนื่องมาจากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเริ่มก่อสร้างพร้อมๆกันหลายโครงการ ทำให้เกิดความต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก และอาจจะส่งผลต่อราคาให้เพิ่มสูงขึ้นหากสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการในขณะนั้น
สถานการณ์ดังกล่าวรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงปลายปี 2561 เมื่อเกิดวิกฤติหินก่อสร้างขาดแคลนถึงขนาดที่บางพื้นที่ต้องสั่งนำเข้าหินก่อสร้างจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเบื้องลึกเบื้องหลังก็สืบเนื่องจากการเกิดสูญญากาศในกระบวนการพิจารณาต่อใบอนุญาตโรงโม่หินทั่วประเทศ ซึ่งสาเหตุมาจากความล่าช้าในการออกพ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ ต่อเนื่องถึงการวางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี และการออกแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ 5 ปีที่กว่าจะสรุปได้ก็ล่วงเข้ามาถึงปี 2562 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ชาวบ้านรู้สึกว่า "รวยกระจุก-จนกระจาย" (แต่รัฐบาลอ้างมาตลอดว่าแค่ชะลอตัวแต่ยังเติบโต) ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่เพราะผลกระทบจากสงครามการค้าของสองมหาอำนาจโลก "สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน" ทำให้การส่งออกของไทยถดถอยยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ภายในประเทศ บรรยากาศการค้า การผลิต และการก่อสร้างภาคเอกชนที่เงียบเหงาทำให้ปัญหาวัสดุก่อสร้างแพงและขาดแคลนเงียบเสียงไปด้วยโดยปริยายแต่รัฐบาลและส่วนงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จะยินดีกับความเงียบดังกล่าว แล้วรอเวลาให้ปัญหาปะทุขึ้นมาใหม่ในยามเศรษฐกิจฟื้นตัวกระนั้นหรือ?