5ประเทศจี้ไทยทำผิดกติกาสากล
นายอนันต์ กล่าวอีกว่าขณะนี้ 5 ประเทศ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา สหรัฐอเมริกา ทำหนังสือมาให้ไทยแจ้งรายละเอียดของการแบน 3 สาร พร้อมทั้งให้นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันการตกค้างของสารเคมี ในผลผลิตด้านการเกษตร จนนำมาซึ่งการแบน 3 สาร ซึ่ง 5 ประเทศที่ส่งหนังสือมาถึงไทย เพื่อขอให้ไทยชี้แจงรายละเอียด ของการแบน เพราะตามระเบียบสากลของโลก หรือตามระเบียบขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)หากจะมีการแบนสารเคมีใด ประเทศที่ดำเนินการแบนต้องส่งหนังสือแจ้งกับประเทศสมาชิก ก่อน 60 วัน ซึ่งเงื่อนเวลาที่จะแบน 1 ธ.ค.ไม่ถึง 60 วัน หลายประเทศบอกว่าไทยทำผิดกติกาสากล นอกจากนี้ทั้ง 5 ประเทศ ก็กังวลว่าจะไม่สามารถส่งออกสินค้าทางการเกษตร อาทิ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง เป็นต้น มายังประเทศไทยได้
"ต่างประเทศส่งหนังสือถึง มกอช. เรื่องผลกระทบหากไทยแบน 3 สาร จะกระทบการส่งออกของเขามายังไทย ซึ่งจะต้องนำเสนอกระทรวงสาธารณสุขต่อไป ยอมรับว่า หากแบน 3 สาร ทันทีในวันที่ 1 ธ.ค.2562 นักวิชาการ เอกชนและเกษตรกรก็ช็อค เพราะเดิมคิดว่า อยู่ระหว่างการจำกัดปริมาณการใช้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย"
ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปศุสัตว์เพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมน้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อทำจากแป้งสาลี ก็จะไม่สามารถนำเข้ามาผลิต หรือแม้แต่นำมาเพื่อจำหน่ายได้
เอกชนชี้ความเสียหาย1.7ล้านล้านบ.
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวร่วมกับ 6 สมาคมอุตสาหกรรมเกษตร ได้แก่ สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และตัวแทนกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดหวาน ว่า การแบน3 สารเคมี คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต โดยยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 22ต.ค.2562 โดยให้มีผลในวันที่ 1 ธ.ค.2562 เป็นต้นไป โดยไม่มีการเตรียมแผนรองรับจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหาร ผู้บริโภคควักเงินซื้ออาหารแพงขึ้น และมีผลกระทบในหลายภาคส่วนคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท กระทบต่อภาคแรงงาน 12 ล้านคน
ทั้งนี้การแบน3 สารจะกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมต่อเนื่องทางการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่มีการใช้สารเคมี 3 ตัวนี้ จะไม่สามารถนำเข้ามาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์เกินกว่าครึ่ง โดยเฉพาะสินค้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองซึ่งประเทศที่นำเข้าหลัก 3 ประเทศ คือ สหรัฐ บราซิล และอาร์เจนติน่ายังคงมีการใช้สารไกลโฟเซตในการจัดการแปลง
"อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะกระทบไล่ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ มายังโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 789 โรงงานต้องเจ๊งปิดตัว คนตกงานแน่นอน 1 ล้านครัวเรือนเพราะผลกระทบจะเกิดต่อเนื่องไปยังเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมดอาชีพ ผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าว ก็ขาดตลาดรองรับ จนท้ายที่สุดไปกระทบถึงอาหารต่างๆที่ส่งขายภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 800,000 ล้านบาท ขอถามว่าใครจะรับผิดชอบ ต่อไปประเทศไทยจะเลี้ยงไก่ไม่ได้ เพราะไม่มีอาหารสัตว์ จะเกิดวิกฤติอาหารขาดแคลน และราคาแพง ก็ต้องไปซื้อไก่จากเวียดนามตัวละ 300 บาทก็แล้วกัน"