เมื่อนาย สมพล และ พระกิตติวุฑโฒ มรณภาพ ขณะนั้นที่ดินยังเป็นชื่อของนายสมพล เนื่องจากยังคงค้างผิดชำระอีก 2.5 ล้านบาท จึงยังไม่มีการโอนที่ดิน ต่อมานายบุญช่วย เจริญสถาพร น้องชายของพระกิตติวุฑโฒ และเป็นกรรมการวัด อ้างสิทธิเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งหมด และ ยื่นฟ้องทายาท อ้างว่าซื้อที่ดิน 14 ล้าน และไม่ยอมโอน โดยนายเรวัติ ลูกชายคนโตของนายสมพล ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการตั้งผู้จัดการมรดก เนื่องจากนายเรวัติ ร่างกายไม่แข็งแรง เป็นพากินสัน ตาบอด ( มีข้อมูลว่านายบุญช่วย นำทีมทนายความของตัวเอง มาตั้งเป็นทนายความให้กับนายเรวัติ) ฮั้วกัน แลกกับเงินจำนวนหนึ่ง
ทำให้ตอนนั้นนายเรวัติไม่ได้ต่อสู้คดี และ ไปยอมรับด้วยการทำหนังสือสัญญายอม ให้นายบุญช่วยเข้าทำประโยชน์พื้นที่ โดยภรรยาเป็นผู้เซ็นต์ยินยอม จากนั้นนายบุญช่วย ติดต่อกรมที่ดินเพื่อขอโอนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน แต่กรมที่ดินไม่โอนให้ เนื่องจากตรวจสอบแล้วนายเรวัติ ไม่ใช่ผู้จัดการมรดก และ การจะโอนที่ดินต้องได้รับความยินยอมจากทายาททั้ง 6 คน
นาง เขมจิรา หลานของนายสมพล หนึ่งในทายาท และ เป็นอดีตภรรยาของ พลตำรวจตรีธารินทร์ ฟ้องแทนแม่ตัวเอง สู้คดีกันถึงชั้นฎีกา ท้ายที่สุดแล้วมีคำพิพากษาให้ที่ดินตกเป็นของนายบุญช่วย เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิ์ยื่นฟ้อง หลังแพ้คดียังถุกฟ้องกลับ ฐานฟ้องเท็จ
นางเขมมิกา ยังพยายามที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ที่ดินกลับคืนมา และ ได้ทางแม่ของนางเขมิกา ได้ร้องขอให้ อดีตสามี มาช่วยเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พยายามรวบรวหาข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดิน 3800ไร่ ซึ่งครอบคลุม อ.ท่าใหม่ อ.ขลุง อ.คิชกูด โดยได้หลักฐานสำคัญจากทางราชการ ข้อมูลการเสียภาษีบำรุงแผ่นดิน การบริจาค และ การเรียกเก็บค่าเช่า ซึ่งไม่ใช่ชื่อของนายบุญช่วย แต่เป็นชื่อของในนามมูลนิธิ นอกจากนี้ยังมีการยักยอกที่ดินของโรงเรียน จึงไปแจ้งกับทางมูลนิธิ และ ยังร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริติแห่งชาติ ร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เข้ามาดเนินการตรวจสอบ ว่าเป็นที่ดินของมูลนิธิไม่ใช่ของนายบุญช่วย นอกจากนี้ยังมีที่ดินของทางวัดพระศรีมหาธาตุ เช่นที่ดิน 1400 ไร่ ที่จังชลบุรี และที่ดิน 300 ไร่ ที่จ.สงขลาของมูลนิธิวัดหายไปไหน