โดย น.ส.ปารีณา กล่าวว่า กรณีที่ประธานกมธ.ฯ เหมือนใช้อำนาจบังคับบุคคลให้มาชี้แจง ทั้งที่เป็นการขอความร่วมมือและมาโดยสมัครใจ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ที่ผ่านมาสภาเคยเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯมาชี้แจงยังไม่เคยมา ดังนั้นการใช้อำนาจบังคับบุคคลอาจผิดกฎหมายได้ และประธานกมธ.ฯ อาจต้องติดคุก จึงทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า "ขู่ผมเหรอ ผมเรียนกฎหมายมา" ก่อนที่จะให้กมธ.ฯ คนอื่นแสดงความเห็น ซึ่งมีผู้เสนอให้การพิจารณาต่อไปของกมธ.ฯ เป็นการประชุมภายในของกมธ.ฯ ทำให้ต้องเชิญผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องรวมถึง พล.อ.ชาญชัย และนายประสาน ออกจากห้องประชุม
จากนั้นนายประสาน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมต่อประเด็นที่ กมธ.ฯไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงแทนและต้องการฟังข้อเท็จจริงจากนายกฯ และ รองนายกฯ เท่านั้นว่า เรื่องดังกล่าว ได้ศึกษาข้อกฎหมายเพื่อเตรียมการไว้แล้ว โดยเฉพาะหน้าที่และอำนาจของกมธ.ฯ ที่กำหนดไว้ในหมวด 5 ข้อ 90 (22) ที่ระบุว่า กมธ.ฯ ต้องพิจารณาในเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งเรื่องที่กมธ.ฯ เรียกนั้นไม่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ ส่วนกรณีที่ กมธ.เตรียมใช้อำนาจตามกฎหมายคำสั่งเรียก เรียกให้ พล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ มาชี้แจง ซึ่งหากไม่มาจะมีผลต่อการดำเนินคดีอาญา นั้น หากจะใช้อำนาจตามกฎหมายคำสั่งเรียก พ.ศ.2554 สามารถทำได้ แต่ต้องระวังด้วยว่าอาจถูกฟ้องร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้เช่นกัน
"พล.อ.ประวิตร พร้อมให้ความร่วมมือ แต่ที่ไม่มาชี้แจงใน 2 ครั้งของการประชุมได้เพราะมีภาระกิจจำนวนมาก และทั้ง 2 ครั้งไม่เคยขอเลื่อน เพราะมอบหมายให้ผมมาชี้แจงพร้อมเอกสาร ซึ่งพล.อ.ประวิตร ต้องการให้กมธ.ฯ ตั้งคำถามเป็นประเด็นแยกรายข้อให้ชัดเจน โดยผมบอกกับกมธ.ฯ ไปแล้ว" นายประสาน กล่าว