7 พ.ย.62 ที่โรงแรมวอลดอร์ฟฯ ราชดำริ ภายหลังการแถลงนโยบายประธานศาลฎีกา นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่อแนวคิดการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม หลังจากที่การแถลงนโยบายมีประเด็นศาลสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมว่า สถานการณ์ของโลกในปัจจุบันนั้นที่เราไม่ดูแลธรรมชาติ ถ้าเรามีศาลเฉพาะทางขึ้นมาที่มีความรู้ความเข้าใจ และให้อำนาจศาลในการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เอาคนไปจำคุกอย่างเดียว เช่น หากรับฟังได้ว่ามีการบุกรุกทำลายป่าคุณก็ต้องเสียเงินส่วนตัวมาปลูกป่า และต้องมีวิธีการที่จะบังคับคดีให้ได้จริง
กรณีแบบนี้จะสามารถฟื้นฟูป่าได้ดีกว่าให้ศาลปกติทำ แต่การตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ก็ยังมีปัญหาอยู่ว่าจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรม เรื่องนี้ยังคุยกันไม่ลงตัว อย่างไรก็ดีในส่วนของศาลยุติธรรมได้มีการยกร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมไว้แล้วส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากรัฐบาลเองก็ยังไม่มีข้อยุติในเชิงนโยบาย แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของตนก็เห็นด้วยว่าศาลสิ่งแวดล้อมมีความจำเป็นกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยขณะนี้ส่วนของศาลยุติธรรมเราเองมีการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมทั้งในศาลแพ่งและในศาลสูงมานานแล้ว แต่สิ่งที่ไม่ค่อยพัฒนาเพราะเราไม่มีงานทำที่เป็นกิจลักษณะ ถ้ามีการตั้งศาลสิ่งแวดล้อมขึ้นมาและมีกฎหมายเป็นรูปธรรมขึ้นมามีการกำหนดวิธีพิจารณาสำหรับคดีสิ่งแวดล้อม คิดว่าบทบาทของศาลคดีสิ่งแวดล้อมน่าจะเยอะขึ้น
ขณะที่เมื่อถามถึง มาตรการป้องกัน-รักษาความปลอดภัยบริเวณศาลจากกรณีมี 3 ผู้ต้องขังหลบหนีที่ศาลจังหวัดพัทยา โดยใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลว่า เราต้องทบทวน โดยในส่วนของมาตรการเราก็มีอยู่พอสมควร แต่อาจมีความหย่อนยานในเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ซึ่งเมื่อไม่เกิดเหตุเข้าก็อาจรู้สึกว่าไม่มีอะไร
อย่างไรก็ดีเราก็ต้องมาดูว่ากฎระเบียบในการควบคุมตัวผู้ต้องหา เข้ามายังห้องควบคุมนั้นดีพอหรือยัง เราต้องทบทวน และเหตุการณ์ครั้งนี้สิ่งที่สำคัญคือต้องดูว่าอาวุธเข้ามาได้อย่างไร ซึ่งอาจมีการส่งอาวุธเข้ามาก่อนเกิดเหตุหรืออย่างไร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งถูกทำร้ายก็เป็นผู้เสียหายอยู่ในขณะนี้ไม่น่าจะมีส่วนอะไร แต่อาจจะเกิดเพราะความประมาท