ขึ้นชื่อว่าขยะอุตสาหกรรมอาจมีหน้าตาไม่น่ารังเกียจเท่ากับขยะเปียก ขยะทั่วไป แต่มีอันตรายที่มากกว่า เพราะเต็มไปด้วยสารเคมี โลหะหนัก ปนเปื้อน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากจัดการอย่างไม่ถูกต้อง
แล้วก็กลายเป็นกรณีพิพาทต่อเนื่อง สำหรับโรงงานรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรม - อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรี มากไปกว่าสถานการณ์ขยะ ยังมีการลักลอบนำสารเคมีปนเปื้อนมาทิ้งลงในแหล่งน้ำ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่ยากจะฟื้นฟู
"วชิรวิทย์รายวัน" เคยนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ธุรกิจขยะข้ามพรมแดน และได้กระแสตอบรับจากทั้ง นักวิชาการ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถึงข้อมูลที่แท้จริง มีการถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ วันนี้จึงจะขอนำเสนอ ประมวลมาให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันอย่างละเอียด ดังต่อไปนี้...
ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ "เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง" เปิดเผยว่าสถานการณ์ธุรกิจขยะข้ามพรมแดน ในประเทศไทยมีความน่าเป็นห่วงและไร้การควบคุมดูแลที่เพียงพอ โดยเฉพาะการนำเข้าขยะพลาสติก โดยหลังประเทศจีนแบนการนำเข้าขยะพลาสติก ทำให้ปี 2561 ไทยมีสถิติการนำเข้าขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 2000-7000% ซึ่งการหลอมทำลายและรีไซเคิลขยะพลาสติก เกรดต่ำ ก่อมลพิษอย่างมาก โดยปี 2018 ประเทศผู้ส่งออกขยะพลาสติกมาไทยสูงสุดคือ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่ทำลายและรีไซเคิลขยะเหล่านี้ในประเทศตัวเอง แต่จะส่งออกมายังประเทศกำลังพัฒนา ข้อเสนอเร่งด่วนคือ รัฐบาลควรแบนการนำเข้าขยะพลาสติก เพราะหากแก้ไขปัญหาปัญหานี้ไม่ได้ ก็จะต้องเผชิญปัญหามลพิษ เช่นฝุ่น PM 2.5 ไม่จบสิ้น
ส่วนการนำเข้ากากอิเล็กทรอนิกส์ ใน 5 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มการนำเข้าสูงขึ้น โดยประเทศที่ส่งออกมาไทยมาสุดคือไต้หวัน และ จีน สถิติปริมาณการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ปี 2014 - 2018 รวมทั้งหมด 104,660 ตัน โดยในปี 2018 เพียงปีเดียวมีการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มากถึง 38,423 ตั้น ในขณะเดียวกัน กรมกระทรวงที่ดูแล ก็ไม่มีการตรวจสอบเข้มงวดว่าทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ไม่มีการตรวจสอบ หรือมีการเอาผิด ซึ่งหากถ้าเทียบรายได้ของอุตสาหกรรม รีไซเคิล กับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ดูจะไม่คุ้มกัน คนจนจนลงจากปัญหาสิ่งแวดล้อม มีคนเพียงหยิบมือที่ได้รับประโยชน์จากผลกระทบที่เกิดขึ้น