นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) เปิดเผยว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาระหว่างปี 2560 2561 พบว่าคนไทยเป็นโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก อันดับ 3 รองจากมะเร็งเต้านม และ มะเร็งตับและท่อน้ำดี โดยจากการเก็บข้อมูลอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งลําไส้ใหญ่และไส้ตรงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 10,624 ราย ในปี 2554 มาอยู่ที่ 12,563 ราย ในปี 2557 และมีการคาดการณ์ว่า หากไม่มีนโยบายการคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่อย่างจริงจัง จํานวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี มาอยู่ที่ 21,188 ราย โดยผู้ป่วยมะเร็งลำไส้จำนวนมากต้องถูกผ่าตัดลำไส้จะต้องทำการเปิดหน้าท้อง หรือที่เรียกว่า ทวารเทียม ซึ่งจะมีชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมมีหน้าที่สำหรับรองรับของเสียจากร่างกายที่ขับออกมาแทนทวารหนัก
ซึ่งปัจจุบันชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมมีอยู่หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายราคา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ชุดละ 300 บาทขึ้นไป ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับงบประมาณในการดูแลผู้ป่วยที่มีทวารเทียมที่สูง อีกทั้ง สปสช. ให้สิทธิผู้ป่วยสามารถเบิกได้เพียงเดือนละ 4 ชุดเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องหาซื้อเพิ่มเติมส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการดูแลทวารเทียมแต่ละเดือนที่สูง ส่วนรายไหนขัดสนจำใจต้องทน ต้องนำไปล้างทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ระคายเคือง แป้นรั่วซึม หลุดง่าย และมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้น